"...แม้จำเลยทั้งสองจะรับสารภาพ แต่ต่อสู้ว่า ก่อนปฏิบัติตามคำสั่ง ได้ทำหนังสือถึงคณบดีเพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับการเพิ่มรายชื่อผู้สมัครที่คะแนนไม่เป็นไปตามลำดับ พร้อมระบุข้อความในลักษณะ “ท้วงติง” เพื่อความโปร่งใสของกระบวนการสอบคัดเลือก ต่อมาคณบดีได้ทำหนังสือตอบกลับ ยืนยันให้ดำเนินการตามคำสั่งเดิม..."
ในการนำเสนอรายงานเรื่อง บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้ เขียนโดย ข้าราชการผลัดถิ่น ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของข้าราชการไทย ที่ “ลายเซ็น” ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นการยืนยันว่า ผู้ลงนามได้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของเอกสารในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยเฉพาะเอกสารด้านการเงิน การเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง หากเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ลงนามอาจถูกตรวจสอบทั้งทางวินัย ทางละเมิด และทางอาญาได้
สำนักข่าว Next News นำข้อมูลเชิงลึกคดีทุจริตในองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่จัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงาน ซึ่งถูกอ้างอิงในรายงานเรื่องนี้มานำเสนอไปแล้วว่า จำเลยในคดีเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับส่วนการคลังและการเงิน การรับการนำส่งเงินและเอกสารทางการเงิน และเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ มีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ถูกลงโทษทางวินัยไล่ออกจากราชการ และนำเรื่องมาฟ้องร้องศาลปกครอง
ซึ่งศาลวินิจฉัยแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการลงนามของผู้ฟ้องคดีว่า “ทราบ” นั้น เป็นเพียงการลงนามรับทราบเท่านั้น หาใช่เป็นการพิจารณาดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามที่กำหนดไว้ตามระเบียบฯ ไม่ ว่าผู้ฟ้องคดีจะลงนามและเขียนข้อความเหล่านั้นว่า “รับทราบ” หรือ “ทราบ” หรือ “เห็นชอบ” หรือ “ตรวจแล้วถูกต้อง” หรือข้อความอื่นใดทำนองเดียวกัน หรือแม้แต่เป็นการลงชื่อโดยไม่ระบุข้อความใด ๆ ก็ตาม ก็ย่อมหมายความว่า “ผู้ฟ้องคดีได้รับรองผลการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเหล่านั้นตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว” ผู้ฟ้องคดีไม่อาจกล่าวอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้างที่พิพาทในคดีนี้ได้ ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลปกครองเห็นพ้องด้วย “พิพากษายืน”
ปัจจุบันศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรายนี้ เป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน พร้อมพวกไปแล้ว

ภาพประกอบรายงาน
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
คราวนี้ มาดูข้อมูลเชิงลึกคดีต้นแบบ ในเนื้อหารายงานเรื่อง บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก กันบ้าง?
คดีนี้เป็นกรณีล็อกชื่อนักศึกษาเข้าศึกษาในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 มีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดจริง ปมช่วยเด็กคะแนนไม่ถึงเข้าศึกษา แต่รอดโทษ เหตุทำหนังสือท้วงติงผู้บังคับบัญชา
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 มีคำพิพากษาตัดสินคดีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566
อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 (ฟ้องคดีแทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.))
นาย ก. จำเลยที่ 1 และ นาย พ. จำเลยที่ 2 เป็นอาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
โดยหนึ่งในนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยคณบดี และได้รับแต่งตั้งเป็น “ประธานคณะกรรมการเรียงคะแนนและประกาศผล” ส่วนอีกคนเป็นกรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่สำคัญในการจัดเรียงคะแนนสอบและประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์และเข้าศึกษาในหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต ระบบรับตรง รอบที่ 1
โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า ระหว่างปีการศึกษา 2557-2559 จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งจากคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ในขณะนั้น ให้ช่วยเหลือผู้สมัครสอบหลายรายซึ่ง “คะแนนสอบข้อเขียนไม่ผ่านเกณฑ์” แต่กลับถูกเพิ่มรายชื่อเข้าไปในประกาศผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ และภายหลังได้สิทธิ์เข้าศึกษาในคณะเภสัชศาสตร์แทนผู้ที่ควรผ่านตามเกณฑ์จริง
การช่วยเหลือเกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 3 รอบการศึกษา
ปีการศึกษา 2557
มีผู้สมัคร 4 รายที่คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ถูกเพิ่มชื่อให้เข้าสอบสัมภาษณ์และได้รับสิทธิ์เข้าเรียน
ปีการศึกษา 2558
มีการช่วยเหลืออีก 4 รายในลักษณะเดียวกัน
ปีการศึกษา 2559
มีผู้ถูกเพิ่มชื่ออีก 5 ราย โดย 4 รายได้สิทธิ์เข้าเรียนจริง อีก 1 รายไม่ได้เข้าสอบสัมภาษณ์จึงไม่ได้สิทธิ์
คำพิพากษาระบุว่า จำเลยทั้งสอง “ทราบดี” ว่าผู้สมัครเหล่านี้คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ยังดำเนินการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ด้วยการให้เจ้าหน้าที่แก้ไขประกาศรายชื่อ ก่อนเสนอให้คณบดีลงนามประกาศอย่างเป็นทางการ
การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายหลายระดับ ทั้งต่อมหาวิทยาลัย ผู้สมัครที่ควรได้สิทธิ์ตามคะแนนจริง รวมถึงความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบสอบแข่งขันและความโปร่งใสของสถาบันการศึกษา
ศาลเห็นว่า พฤติการณ์เข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อำนาจโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามกฎหมายความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ และกฎหมาย ป.ป.ช.
แม้จำเลยทั้งสองจะรับสารภาพ แต่ต่อสู้ว่า ก่อนปฏิบัติตามคำสั่ง ได้ทำหนังสือถึงคณบดีเพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับการเพิ่มรายชื่อผู้สมัครที่คะแนนไม่เป็นไปตามลำดับ พร้อมระบุข้อความในลักษณะ “ท้วงติง” เพื่อความโปร่งใสของกระบวนการสอบคัดเลือก
ต่อมาคณบดีได้ทำหนังสือตอบกลับ ยืนยันให้ดำเนินการตามคำสั่งเดิม
โดยจำเลยอ้างว่าเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 134 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. 2561 ซึ่งเปิดช่องให้ผู้ใต้บังคับบัญชา “ไม่ต้องรับโทษ” หากได้โต้แย้ง ขอให้ทบทวน หรือให้ผู้บังคับบัญชายืนยันคำสั่งก่อนปฏิบัติ
อย่างไรก็ดี ในชั้นไต่สวน คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมากเห็นว่า หนังสือของจำเลยเป็นเพียงการสอบถาม ไม่ใช่การคัดค้านหรือโต้แย้งคำสั่งโดยตรง จึงไม่เข้าเงื่อนไขได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 134
แต่ศาลวินิจฉัยว่า แม้หนังสือของจำเลยจะไม่ได้ใช้คำว่า “คัดค้าน” โดยตรง แต่เนื้อหาที่ระบุว่า “คะแนนไม่เป็นไปตามลำดับ” และขอคำชี้แจงเพื่อความโปร่งใส ย่อมถือได้ว่าเป็นการขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนหรือยืนยันคำสั่งอยู่แล้ว
ศาลยังระบุด้วยว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่จำเป็นต้องแสดงออกชัดเจนว่าคำสั่ง “ผิดกฎหมาย” เสมอไป เพียงแต่แสดงข้อสงสัย ขอทบทวน หรือขอคำยืนยัน ก็อาจเพียงพอตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรา 134 แล้ว
ท้ายที่สุด ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดจริงตามฟ้อง รวม 3 กระทง จากการร่วมกันดำเนินการช่วยเหลือผู้สมัครที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้าสู่ระบบคัดเลือก แต่เนื่องจากจำเลยได้ทำหนังสือท้วงติงและขอให้ผู้บังคับบัญชายืนยันคำสั่งก่อนปฏิบัติ จึงได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 134 ของกฎหมาย ป.ป.ช.
จึงวินิจฉัยว่า “จำเลยมีความผิด แต่ไม่ต้องรับโทษ”
และมีคำสั่งยกฟ้องในส่วนของโทษทางอาญา
จากข้อมูลคำพิพากษาข้างต้น จะเห็นได้ว่า คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับ “ความรับผิดของผู้ใต้บังคับบัญชา” ในระบบราชการไทย
เพราะศาลได้ขยายความหมายของคำว่า
โต้แย้ง
ท้วงติง
ขอทบทวนคำสั่ง
ให้กว้างขึ้นกว่าการ “คัดค้านตรง ๆ” แบบเดิม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง คดีนี้สะท้อนว่า หากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมีหลักฐานว่าเคยตั้งข้อสังเกต ขอคำชี้แจง หรือให้ผู้บังคับบัญชายืนยันคำสั่งไว้ก่อน อาจกลายเป็นเกราะคุ้มครองสำคัญในทางกฎหมาย
แม้สุดท้ายการกระทำนั้นจะถูกศาลวินิจฉัยว่า “เป็นความผิด” ก็ตาม
วันนี้ ศาลไทยกำลังเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ผู้ใต้บังคับบัญชาที่สุจริต จะต้องได้รับความคุ้มครอง”
นับเป็นอีกบทเรียนสำคัญของ ข้าราชการไทย ที่ควรบันทึกไว้เป็นอย่างยิ่ง
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้




