"...จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี ทางไต่สวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง..."
นายประภักดิ์ ชูทิพย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง หรือ "สจ.จุ๊ฟ" ที่เคยถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน แต่ได้รอลงอาญา ในคดีกล่าวหาใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมในการประมูลเช่าอาคารศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนเทศบาลเมืองพัทลุง
ล่าสุด ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา คดีที่สอง กรณีกล่าวหา ประมูลให้เช่าอาคารศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนเทศบาล เมืองพัทลุง (อาคารอิรวดี1 และ อาคารอิรวดี2) ครั้งที่ 2 โดยมิชอบ เนื่องจากพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลความคืบหน้าคดีกล่าวหา นายประภักดิ์ ชูทิพย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง หรือ "สจ.จุ๊ฟ" กับพวก ถูกกล่าวหากรณีการประมูลให้เช่าอาคารศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนเทศบาลเมืองพัทลุง (อาคารอิรวดี 1 และอาคารอิรวดี 2) ครั้งที่ 2 โดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิด พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 13 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567
โดยคดีนี้ นางกนิษฐา โยมทรัพย์ เป็นจำเลยที่ 1 และ นายประภักดิ์ ชูทิพย์ เป็นจำเลยที่ 2
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 มีคำพิพากษาว่า นางกนิษฐา โยมทรัพย์ จำเลยที่ 1 และ นายประภักดิ์ ชูทิพย์ จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
นอกจากนี้ ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.เดียวกัน มาตรา 13 อีกกระทงหนึ่ง ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำความผิดเกี่ยวกับการฮั้วประมูล
อย่างไรก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ 2 ถือเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือ ความผิดตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี
ทางไต่สวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง
ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 นั้น ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 116/2566 ของศาลนี้นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลรอการลงโทษจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้
ทั้งนี้ คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นที่สูงกว่านี้ได้อีก
เบื้องต้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีการประชุมที่ 17 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญา

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.
@ คดีแรก ใช้อุบายหลอกลวงประมูลเช่าศูนย์ฯท่องเที่ยว รอลงอาญาคุก 3 ปี 6 ด.
สำหรับข้อมูลคดีแรก ปรากฏเป็นข่าวในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายประภักดิ์ ชูทิพย์ หรือ สจ.จุ๊ฟ และ นางสาวเบญจลักษณ์ คงแก้ว ผู้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนจำกัด สุรสีห์การโยธา คดีกล่าวหาใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม
ระบุพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ว่า เทศบาลเมืองพัทลุงดำเนินการประมูลเช่าอาคารศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนเทศบาลเมืองพัทลุง (ครั้งที่ 1) กำหนดยื่นซองประมูลในวันที่ 29 ธันวาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 11.00 น. ซึ่งในวันดังกล่าว นายประภักดิ์ ชูทิพย์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวณัฐชา บุตรทอง ได้ยื่นซองเสนอราคาค่าเช่าอาคารฯ อัตราเดือนละ 18,100 บาท ประโยชน์ตอบแทนอื่น 8,000 บาท และนางสาวเบญจลักษณ์ คงแก้ว ผู้รับมอบอำนาจ จากห้างหุ้นส่วนจำกัด สุรสีห์การโยธา ได้ยื่นซองเสนอราคาค่าเช่าอาคารดังกล่าว อัตราเดือนละ 18,000 บาท ประโยชน์ตอบแทนอื่น 10,000 บาท
ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายประภักดิ์ ชูทิพย์ กับพวก ใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้รับมอบอำนาจจาก บริษัท แทนไท 1998 กรุ๊ป จำกัด และผู้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนจำกัด อินเตอร์เนชั่นแนล เคมิคอล ซัพพลายเออร์ ไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาในครั้งดังกล่าว
โดยนายประภักดิ์ ชูทิพย์ ได้ร่วมกับนางสาวเบญจลักษณ์ คงแก้ว ผู้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนจำกัด สุรสีห์การโยธา ตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่นางสาวณัฐชา บุตรทอง เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับเทศบาลเมืองพัทลุงโดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือโดยการกีดกันมิให้มีการเสนอสินค้าหรือบริการอื่นต่อหน่วยงานของรัฐหรือโดยการเอาเปรียบแก่หน่วยงานของรัฐ อันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติ
-มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 7 มาตรา 13 ประกอบมาตรา 3 วรรคสาม (7) และ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 11 (7)
-ผลคำพิพากษา
ต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท 29/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 116/2566 พิพากษาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2566 ว่า จําเลยทั้งสอง (นายประภักดิ์ หรือสจ.จุ๊ฟ ชูทิพย์ จำเลยที่ 1 นางสาวเบญจลักษณ์ คงแก้ว จำเลยที่ 2) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 7 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เฉพาะจําเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 13 อีกฐานหนึ่ง
การกระทําของจําเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจําเลยที่ 1 ฐานผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 13 และลงโทษจําเลยที่ 2 ฐานใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทําการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทําการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วย
ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
จําคุกจําเลยที่ 1 มีกําหนด 7 ปี และปรับ 140,000 บาท จําคุกจําเลยที่ 2 มีกําหนด 1 ปี และปรับ 9,050 บาท
จําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษ ให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงจําคุกจําเลยที่ 1มีกําหนด 3 ปี 6 เดือน และปรับ 70,000 บาท จําคุกจําเลยที่ 2 มีกําหนด 6 เดือน และปรับ 4,525 บาท
ไม่ปรากฏว่าจําเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจําคุกมาก่อน ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีและความเสียหายไม่ร้ายแรงนัก เพื่อให้โอกาสแก่จําเลยทั้งสองกลับตนเป็นพลเมืองดี เห็นสมควรรอการลงโทษจําคุกจําเลย ทั้งสองมีกําหนด 2 ปี โดยให้คุมความประพฤติจําเลยทั้งสอง 1 ปี ให้จําเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้ทํางานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
จากนั้นข่าวคดีทุจริตของ นายประภักดิ์ ชูทิพย์ หรือ สจ.จุ๊ฟ ก็เงียบหายไป จนกระทั่งถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา คดีที่สอง กรณีกล่าวหา ประมูลให้เช่าอาคารศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนเทศบาล เมืองพัทลุง (อาคารอิรวดี1 และ อาคารอิรวดี2) ครั้งที่ 2 โดยมิชอบ เนื่องจากพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ ตามข่าวข้างต้น




