คืบหน้าคดีจัดซื้อถุงมือยางแสนล้าน ล่าสุด อัยการสูงสุด สั่งไม่อุทธรณ์สู้ต่อแล้ว หลังศาลคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 1 ยกฟ้อง ชี้เป็นดำเนินการทำการค้าตามวัตถุประสงค์ ไม่เข้าข่ายพ.ร.บ.ฮั้ว หลักฐานยังไม่เพียงพอเอื้อประโยชน์ทุจริต อคส.สูญเงิน 2,000 ล้านบาท ที่จ่ายให้เอกชนไปล่วงหน้า แถมมีผลรูปคดีฟ้องละเมิดด้วย
สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้ากรณี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องคดีกล่าวหา พันตำรวจเอกรุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง องค์การคลังสินค้า (อคส.) ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ อคส. และพวกรวม 21 คน กรณี อคส. จัดทุจริตซื้อถุงมือยางแสนล้านบาท โดยจ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว 2,000 ล้านบาท
ล่าสุด แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เปิดเผยสำนักข่าว Next News ว่า เกี่ยวกับคดีนี้ อสส.มีความเห็นที่จะไม่อุทธรณ์แล้ว แม้ว่า ป.ป.ช. จะมีความเห็นแย้งให้อุทธรณ์คำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่าการจัดซื้อถุงมือยางในคดีนี้ เป็นการดำเนินการทำการค้าตามวัตถุประสงค์ของอคส. ที่ให้อำนาจคณะกรรมการองค์การคลังสินค้าดำเนินการ การที่จำเลยทำสัญญากับบริษัทเอกชนไปโดยไม่ได้กำหนดไว้ในแผนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่เผยแพร่ในเว็บไซต์ขององค์การคลังสินค้า ไม่ติดประกาศในที่เปิดเผยรวมทั้งไม่มีราคาอ้างอิงนั้น ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
"ส่วนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าข้อเท็จจริงมีมูลเบื้องต้นน่าเชื่อว่าในการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางระหว่างอคส.กับเอกชน เป็นการเอื้อประโยชน์ทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าสูง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นเดิมของอัยการสูงสุดที่ได้พิจารณาไว้แล้ว ส่วนกลุ่มจำเลยอื่นที่เป็นผู้เข้ามาทำสัญญาหรือได้รับประโยชน์อื่นใด จากการทำสัญญาดังกล่าว พยานหลักฐานในชั้นพิจารณาจึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่ากระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว" แหล่งข่าวระบุ
สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่า เกี่ยวกับคดีนี้ อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 เป็นโจทก์ (ฟ้องแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พันตำรวจเอกรุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ กับพวกรวม 21 คน
จำเลย ประกอบไปด้วย
พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ จำเลยที่ 1
บริษัท การ์เดียนโกลฟ์ จำกัด จำเลยที่ 2
นายธณรัสย์ หัดศรี จำเลยที่ 3
นายสุชาติ เตชจักรเสมา จำเลยที่ 4
นายเกียรติขจร แซ่ไต่ จำเลยที่ 5
นายศรายุทธ สายคำมี จำเลยที่ 6
นางสาวปิยาภรณ์ รอดเจริญ ที่ 7
นางสาวพิชญศรส์ เศวตศุภวัฒณ์ จำเลยที่ 8
นางสาวกันตา สิงห์ศักติ จำเลยที่ 9
นายอัยวัฏฐ์ เศวตนริทร์ จำเลยที่ 10
นางสาวสุภาวดี เอกรัตนากุล หรือ จักรบดินร์ จำเลยที่ 11
นายชิเนนทรธรณ์ หรือชเนนทร เลิศพิพัฒน์ จำเลยที่ 12
นายก้องหล้า มฤคพิทักษ์ จำเลยที่ 13
นางเฟื่องฟ้า วงศ์สินศิริกุล จำเลยที่ 14
นายอับดุลลา ปาทาน จำเลยที่ 15
นายราชาทีปซิงห์ ยอน จำเลยที่ 16
นางฉันทิศา หวง จำเลยที่ 17
บริษัท ไทย สไมล์ เทรด จำกัด จำเลยที่ 18
ร้อยตำรวจเอก นพฤทธิ์หรือณรภัทร สุขแจ่ม จำเลยที่ 19
นางนรากร รมศรี จำเลยที่ 20
นางปณาลี บุรณศิริ จำเลยที่ 21
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานองค์การคลังสินค้า ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง บริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิตินิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 3 กรรมการผู้มีมีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท โดยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า จำเลยที่ 5 เป็นพนักงานองค์การคลังสินค้า ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนงานการตลาดดิจิตอล จำเลยที่ 6 ถึงจำเลยที่ 17 และจำเลยที่ 19 ถึงจำเลยทำเลยที่ 21 เป็นบุคคลธรรมดา และบริษัท ไทย สไมล์ เทรด จำกัด จำเลยที่ 18 เป็นนิติบุคคล ผู้เกี่ยวข้องในการซื้อหรือขายถุงมือยางกับองค์การคลังสินค้า
จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดได้ร่วมกันในลักษณะแบ่งหน้าที่และให้การช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันในการกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 และจำเลยจำเลยที่ 5 ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าพนักงานของรัฐ และพนักงามในหน่วยงานของรัฐ อีกทั้งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ยังเป็นพนักงานของรัฐ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ในการซื้อ ทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ขององค์การคลังสินค้า ได้กระทำความผิดโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ในการทุจริต
ด้วยการร่วมกับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 ถึงจำเลยที่ 21 นำบริษัท ไทย สไมล์ เทรด จำกัด จำเลยที่ 18, GALORE MANAGEMENT, LLC และ KRENEK LAW OFFICES, PLLC ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในการค้าขายถุงมือยางเข้ามาเป็นผู้ซื้อถุงมือยางจากองค์การคลังสินค้า ทั้งที่ยังไม่ได้มีการวางหลักเกณฑ์หรือระเบียบในการจัดหาและจำหน่ายสินค้า
จากนั้นได้เร่งรีบเสนอโครงการจัดซื้อถุงมือยางโดยที่ไม่ได้อยู่ในแผนการดำเนินการจัดชื้อจัดจัดจ้าง ไม่เผยแพรในเว็บไซต์ขององค์การคลังสินค้า ไม่ติดประกาศในที่เปิดเผย ไม่มีราคาอ้างอิง โดยใช้ข้ออ้างว่ามีลูกค้ารองรับชื่อต่อล่วงหน้าแล้วเพื่อมุ่งหมายและมีวัตถุประสงค์ที่จะเอื้ออำนวย ให้บริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด จำเลยที่ 2
โดยจำเลยที่ 3 เข้าทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางกับองค์การคลังสินค้า โดยไม่ต้องแข่งชันราคากับผู้เสนอราคารายอื่นอันเป็นการหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม รวมทั้งเพื่อเป็นข้ออ้างในการถอนเงินขององค์การคลังสินค้าที่ได้ฝากประจำไว้ยังสถาบันการเงินไปจ่ายเป็นเงินล่วงหน้า
ประกอบกับไม่ดำเนินการส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดให้ความเห็นชอบ อีกทั้งยังได้อนุมัติให้ทำสัญญาและอนุมัติให้จ่ายเงินโดยไม่มีอำนาจ อันเป็นการดำเนินการเพื่อให้ได้เงินจากองค์การคลังสินค้าไป เพื่อประโยชน์แก่บริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด จำเลยที่ 2 โดยมิชอบ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การคลังสินค้า และราชการอย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้องค์การคลังสินค้า ได้รับความเสียหาย เป็นเงินจำนวน 2,000,000,000 บาท และดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ถอนเงินฝากจากบัญช็องค์การคลังสินค้าก่อนกำหนดเพื่อนำมาจ่ายเป็นเงินล่วงหน้า จำนวน3,770,491.80 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับความเสียหาย 2003,770,491.80 บาท
การกระทำของจำเลยทั้ง 21 ราย ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 มาตรา 8 และมาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4 มาตรา 11 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86
จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การปฏิเสธ
ศาลพิพากษายกฟ้อง
ขณะที่ อธิบดีผู้พิพากษา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่มีความเห็นแย้ง โดยระบุว่า มิอาจเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่ยกฟ้องคดีนี้
"ในคดีนี้หาควรพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดทุกคนคือจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดอย่างสิ้นเชิงในเมื่อเป็นความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะซึ่งเกิดจากพฤติการณ์กระทำที่ไม่สุจริตอันถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพ.ศ. 2559 ในการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรรมในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้ว"
แหล่งข่าวจากอคส. กล่าวกับสำนักข่าว Next News ว่า การที่ อสส.ไม่อุทธรณ์คดีนี้ต่อ อาจส่งผลทำให้ อคส.สูญเสียเงินจำนวน 2,000 ล้านบาท ที่จ่ายให้กับเอกชนไปแล้ว และยังไม่ได้คืนกลับมา ซึ่งจะมีผลต่อรูปคดีการฟ้องร้องทางละเมิดที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ด้วย




