News Logo
หน้าแรก
ศาลฎีกายืนคุก 2 เดือน รอลงโทษ 1 ปี ส.อบจ.บุรีรัมย์ ยื่นบัญชีฯเท็จ

ศาลฎีกายืนคุก 2 เดือน รอลงโทษ 1 ปี ส.อบจ.บุรีรัมย์ ยื่นบัญชีฯเท็จ

28 มิ.ย. 2569 11:26
ผู้ชม 66 คน

ศาลฎีกาฯ ชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษายืน 'พุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน' ส.อบจ.บุรีรัมย์ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ปกปิดเงินลงทุน 7 รายการ ผ่านนอมินี สั่งพ้นตำแหน่ง-เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป-จำคุก 2 ปี ปรับ 8,000 บาท-รอลงโทษ 1 ปี

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์ศาลฎีกาเผยแพร่คำพิพากษาอุทธรณ์ กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อม อธ 4/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม รธ 3/2569 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง นางพุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน ผู้ถูกกล่าวหา ในเรื่องการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน มีรายละเอียดคำพิพากษาดังนี้

@ ป.ป.ช.ร้อง 'พุทธชาติ' จงใจปกปิดทรัพย์สิน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ โดยไม่แสดงรายการเงินลงทุนในกิจการที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือครองแทน 7 รายการ

ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2563 ผู้ถูกกล่าวหาได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์อีกวาระหนึ่ง ผู้ร้องจึงขอให้พ้นจากตำแหน่ง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหา กับขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81, 114 วรรคสอง (1), 167

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

@ ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท รอลงโทษ 1 ปี

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้วพิพากษาว่า นางพุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) ให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยผลของกฎหมาย ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตามมาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

ผู้ถูกกล่าวหาจึงอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

@ 'พุทธชาติ' อุทธรณ์ว่าไม่ใช่เจ้าของเงินลงทุน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ได้แก่

  1. ร้านสว่างแดนดินลิสซิ่ง

  2. ร้านชัยสว่าง (สกลนคร)

  3. ร้านแสงสว่าง (เสิงสาง)

  4. ร้านแสงสว่างลิสซิ่ง (หนองบุญมาก)

  5. ร้านศรีโยธิน (โชคชัย)

  6. ร้านโพนพิสัยลิสซิ่ง (หนองคาย)

  7. ร้านศิริชัยลิสซิ่ง (นครพนม)

แต่ไม่แสดงรายการเงินลงทุนดังกล่าว อันเป็นการจงใจยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่า ตนไม่ได้เป็นเจ้าของเงินลงทุน แต่เข้าไปเกี่ยวข้องเนื่องจากเป็นผู้ดูแลด้านบัญชีการเงินและบุคคลให้แก่ร้านแสงสว่างลิสซิ่ง (นางรอง) หรือบริษัทแสงสว่าง ลิสซิ่ง จำกัด ของนางสาวศิริอร พี่สาว ส่วนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง เป็นของนายบัญชา นายบุญชัย และนายอรรถพร ซึ่งแยกตัวไปประกอบกิจการโดยได้รับความช่วยเหลือจากนางสาวศิริอร ผู้ถูกกล่าวหาจึงเพียงเข้าไปตรวจสอบบัญชี ตอบรับลูกค้า และรับเงินที่ลูกค้านำมาชำระผ่านร้านค้าพิพาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบถามในช่วงแรก ผู้ถูกกล่าวหาให้การเพียงว่าเป็นของเครือญาติแต่ไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของ และเมื่อถูกแจ้งข้อกล่าวหาก็ยังคงยืนยันว่ามิใช่ของตนโดยไม่ปรากฏเหตุผลที่ไม่ยอมแจ้งว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของจนทำให้มีพิรุธน่าสงสัย แม้จะนำสืบชื่อเจ้าของในภายหลังแต่พยานหลักฐานที่นำมาแสดงเป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานแหล่งเงินทุน หนังสือสัญญาจำนำ บัญชีรายรับรายจ่าย หรือบัญชีเงินฝากธนาคารมาแสดงให้น่าเชื่อถือได้ว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นเจ้าของจริง

@ นอมินีฐานะไม่สอดคล้องกับเงินลงทุน

จากการตรวจสอบพบว่า บุคคลที่มีชื่อเป็นผู้ประกอบพาณิชย์บางคนทำงานที่โรงพยาบาล บางคนอาศัยในบ้านไม้ชั้นเดียวหลังคามุงสังกะสี และไม่มีข้อมูลการทำงานในระบบประกันสังคม ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่ได้เป็นเจ้าของเงินลงทุนและไม่น่าจะมีฐานะเพียงพอจะลงทุนในร้านค้าพิพาทได้ จึงน่าสงสัยว่าเป็นเพียงผู้รับสมอ้างแทนบุคคลอื่น ซึ่งแตกต่างจากพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหา ที่แสดงออกถึงการเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน เช่น เปิดบัญชีเงินฝากในท้องที่ที่ร้านตั้งอยู่และมีการโอนเงินผ่านบัญชีเหล่านี้เป็นจำนวนมากถึงหลายล้านบาท อันถือว่าเป็นธุรกรรมทางการเงินที่สำคัญยิ่งที่เจ้าของกิจการต้องการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังมีชื่อเป็นเจ้าของป้าย ผู้ชำระภาษีป้าย และผู้รับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน แม้ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่าเป็นการชำระแทนพี่สาว แต่ศาลเห็นว่าตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 7 บัญญัติให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษี เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเสียภาษีในชื่อตนเองย่อมแสดงให้เห็นในตัวว่าเป็นเจ้าของป้ายและเจ้าของกิจการ ส่วนข้ออ้างที่ว่าเงินโอนจำนวนมากเป็นเงินหมุนเวียนธุรกิจของพี่สาวนั้น ก็ขัดแย้งกับที่เคยชี้แจงในชั้นไต่สวนว่าเป็นเงินยืมกันระหว่างเครือญาติ จึงฟังไม่ได้ตามที่อุทธรณ์

@ พิพากษายืน คุก 2 เดือน-ปรับ 8,000 บาท รอลงโทษ 1 ปี

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์โดยมติเสียงข้างมาก เห็นว่าการพิจารณาคดีนี้ใช้ระบบไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนโดยให้ศาลค้นหาความจริงไม่ว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง ให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้แม้ว่าการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นจะมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากขั้นตอน วิธีการ หรือกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่ความในการโต้แย้งคัดค้านพยานหลักฐานนั้นแล้ว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น ทั้งนี้ ตามแนวทางและวิธีการตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา..." และตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 28 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "การวินิจฉัยข้อเท็จจริง ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และที่ศาลไต่สวนเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร" ซึ่งออกโดยประธานศาลฎีกา

ดังนั้น การที่ศาลจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง ๗ แห่ง ไม่จำเป็นที่ผู้ร้องต้องมีพยานหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ดังที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ แต่ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และที่ศาลไต่สวนเพิ่มเติมทั้งในส่วนของผู้ร้องและผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งรวมทั้งพยานหลักฐานแวดล้อมกรณีตลอดจนข้อพิรุธผิดปกติวิสัยต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดี เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ต้องวินิจฉัย

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟังว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง แต่กลับไม่แสดงในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง นั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

Screenshot (1316)

คำพิพากษาอุทธรณ์

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บัญชีทรัพย์
จงใจยื่นบัญชีฯเท็จ
จงใจยื่นบัญชีเท็จ
นอมินี



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลัด มท.โต้ CSI LA ยืนยันความบริสุทธิ์ หลังภรรยาถูกโยงโกงสอบท้องถิ่น
ปลัด มท.โต้ CSI LA ยืนยันความบริสุทธิ์ หลังภรรยาถูกโยงโกงสอบท้องถิ่น