ฮูตีโจมตีซ้ำโรงกลั่นจาซานและโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันซาอุฯ หลายระลอก กดดันเส้นทางส่งออกฝั่งทะเลแดง ท่ามกลางความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ ฉุดส่งออกน้ำมันดิบเดือนสิงหาคมเหลือราว 3.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2556
โรงกลั่นน้ำมันจาซานของ Saudi Aramco บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรัฐบาลซาอุฯ ถือหุ้นใหญ่ และมีต้นกำเนิดจาก Arabian American Oil Company ที่เคยถือครองโดยกลุ่มบริษัทน้ำมันอเมริกัน ก่อนที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียจะทยอยเข้าซื้อกิจการจนถือครองทั้งหมดในปี 2523 มีกำลังการผลิตสูงถึง 400,000 บาร์เรลต่อวัน กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการโจมตีจากกลุ่มฮูตี หลังถูกโจมตีหลายระลอกตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 จนเกิดไฟไหม้และกระทบการดำเนินงานบางส่วน ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังกดดันทั้งโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและเส้นทางส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียฝั่งทะเลแดง
ความรุนแรงยกระดับขึ้นอย่างชัดเจนในวันที่ 8 กันยายน กลุ่มฮูตีเปิดปฏิบัติการโจมตีหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย ทั้ง จาซาน อับฮา คามิส มูไซต์ และนัจราน โดยใช้ทั้งขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานและพื้นที่พลเรือน ทางการซาอุดีอาระเบียระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดไฟไหม้ในสถานที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงานหลายแห่ง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 73 คน รวมถึงผู้หญิงและเด็ก
ฮูตีประกาศว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้การโจมตีพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มในเยเมน ขณะที่การสู้รบระหว่างฮูตีกับฝ่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียกลับมารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การพักรบที่ช่วยลดการสู้รบขนาดใหญ่ลงตั้งแต่ปี 2565
ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ฮูตีอ้างว่าโจมตีสถานที่ของ Aramco ทั้งที่ จาซานและยันบู บนชายฝั่งทะเลแดง โดยวิดีโอที่ Reuters ตรวจสอบพบกลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยขึ้นจากทิศทางของโรงกลั่นจาซาน ขณะที่แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุถึงความเป็นไปได้ที่พื้นที่เก็บเชื้อเพลิงและน้ำมันได้รับความเสียหาย
จากนั้นต้นเดือนสิงหาคม โรงกลั่นต้องเผชิญการโจมตีอีกระลอก โดยฮูตีอ้างว่าใช้โดรนโจมตีเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม จนเกิดไฟไหม้ภายในโรงกลั่น แม้ทางการซาอุดีอาระเบียจะสามารถควบคุมเพลิงได้และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บในครั้งนั้นก็ตาม
อามิน นาสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Saudi Aramco ยอมรับเมื่อต้นเดือนสิงหาคมว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัททำให้การผลิตบางส่วนหยุดชะงัก แต่ในเวลานั้นยังไม่กระทบผลการดำเนินงานหรือฐานะการเงินของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ และ Aramco เชื่อว่าจะสามารถฟื้นการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม การโจมตีที่เกิดขึ้นซ้ำทำให้ความสำคัญของจาซานไม่ได้อยู่เพียงขนาดของโรงกลั่น แต่รวมถึงตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของมันด้วย โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบีย ใกล้ชายแดนเยเมน และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Jazan Economic City ที่ Aramco ระบุว่ามีมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โรงกลั่นถูกออกแบบให้รองรับน้ำมันดิบได้สูงสุด 400,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อผลิตทั้งน้ำมันเบนซิน ดีเซลกำมะถันต่ำพิเศษ เบนซีน และพาราไซลีน พร้อมเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าแบบ Integrated Gasification Combined Cycle (IGCC) ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 3.8 กิกะวัตต์
ความเสี่ยงของจาซานยิ่งมีนัยสำคัญขึ้น เพราะซาอุดีอาระเบียต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานฝั่งทะเลแดงมากขึ้น หลังความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียทำให้การเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสำหรับส่งออกน้ำมันจากอ่าวอาหรับเผชิญข้อจำกัดอย่างหนัก
ซาอุดีอาระเบียจึงส่งน้ำมันผ่าน East-West Pipeline ข้ามประเทศไปยังท่าเรือ ยันบู บนทะเลแดงมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงฮอร์มุซ แต่เส้นทางสำรองนี้กลับเผชิญความเสี่ยงอีกด้าน เมื่อฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของซาอุดีอาระเบียในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และเพิ่มการโจมตีทั้งเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบริเวณทะเลแดง
ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในเดือนสิงหาคม ข้อมูลของ Kpler ระบุว่า การส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียลดจากประมาณ 5.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม เหลือราว 3.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นอย่างน้อย ขณะที่ข้อมูลติดตามเรือจากแหล่งอื่นประเมินตัวเลขใกล้เคียงประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ยังประเมินว่า ปริมาณน้ำมันดิบซาอุดีอาระเบียที่เข้าสู่ตลาดในเดือนสิงหาคมลดลงเหลือประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี โดยเชื่อมโยงการลดลงกับการโจมตีและข้อจำกัดด้านการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค ทั้งบริเวณทะเลแดง จาซาน และเส้นทางใกล้ยันบู
แรงกดดันยังไม่จบเพียงเท่านั้น ช่วงกลางเดือนกันยายน การส่งน้ำมันจากยันบูต้องหยุดชะงักอีกครั้ง หลัง East-West Pipeline ได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งซาอุดีอาระเบียระบุว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก ส่งผลให้ Aramco ต้องยกเลิกการขนส่งน้ำมันบางเที่ยวไปยังยุโรป และทำให้ความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
สถานการณ์ด้านการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียยังเผชิญข้อจำกัดจากหลายจุดพร้อมกัน โดยการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากความขัดแย้งในภูมิภาค ขณะที่ East-West Pipeline ซึ่งใช้ลำเลียงน้ำมันจากฝั่งตะวันออกของประเทศไปยังท่าเรือยันบูบนทะเลแดง ต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราวหลังถูกโจมตี ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันออกจากยันบูบางส่วนหยุดชะงักตามไปด้วย Reuters รายงานเมื่อวันที่ 16 กันยายนว่า การหยุดส่งน้ำมันจากยันบูและการปิดท่อดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ตลาดน้ำมันกำลังจับตา
ขณะเดียวกัน การโจมตีของฮูตียังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องต่อเป้าหมายในซาอุดีอาระเบีย หลังจากก่อนหน้านี้โรงกลั่นจาซานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายแห่งได้รับผลกระทบ ข้อมูลของ Kpler ที่ Financial Times รายงานระบุว่า การส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียในเดือนสิงหาคมลดลงเหลือประมาณ 3.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 จากประมาณ 5.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม ท่ามกลางข้อจำกัดของเส้นทางขนส่งและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ยังดำเนินอยู่
อ้างอิง:
Reuters: Houthi attacks disrupt Saudi energy facilities, wound 73, authorities say
Financial Times via Shafaq News: New attack hits Saudi Aramco’s Jazan facilities
Reuters: Yemen's Houthis Say They Attacked Saudi Aramco Jazan Refinery, Fire Extinguished
Bloomberg: Houthis Hit Aramco Jazan Refinery for Second Time in a Week
The New York Times: Saudi Oil Exports Plunge as Spread of War Shuts Off Shipping Routes




