หลายประเทศบังคับผู้ผลิตรับผิดชอบซากรถ-ขยะอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ขณะไทยยังไร้กฎหมาย EPR เต็มรูปแบบ เสี่ยงขยะพุ่ง-สูญเสียทรัพยากรมหาศาล
ยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ไม่ได้มีแค่ยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังตามมาด้วย ซากรถและแบตเตอรี่เก่า ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลายประเทศได้นำหลักการ ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR: Extended Producer Responsibility) มาใช้ และยกระดับเป็นกฎหมาย บังคับให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบตั้งแต่การเก็บคืน ไปจนถึงการรีไซเคิลและกำจัดซากสินค้าเมื่อหมดอายุการใช้งาน
แนวทางนี้ช่วยลดภาระของรัฐ ลดปัญหามลพิษ และยังทำให้สามารถนำทรัพยากรสำคัญ เช่น โลหะหายาก กลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมาย EPR แบบครบวงจรสำหรับซากรถยนต์และขยะอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) ทำให้ปัญหาขยะสะสมมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี
ข้อมูลจาก Eurostat ระบุว่า ในปี 2566 สหภาพยุโรปมีซากรถยนต์ (ELV) มากถึง 4.3 ล้านคัน หรือคิดเป็นน้ำหนักรวม 5 ล้านตัน โดยสามารถนำกลับมาใช้และรีไซเคิลได้ถึง 88.3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 85% และมีอัตราการกู้คืนรวมอยู่ที่ 93.7% ใกล้เคียงเป้าหมาย 95% สะท้อนว่าระบบจัดการซากรถของยุโรปมีประสิทธิภาพในระดับสูง
หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรประบุว่า กฎหมาย ELV Directive ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2543 มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาการทิ้งซากรถอย่างผิดกฎหมาย และลดการปนเปื้อนสารพิษในดินและน้ำ โดยกำหนดให้ลดการใช้สารอันตรายตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตรถ และบังคับให้ผู้ผลิตต้องจัดตั้งระบบรับคืนรถเมื่อหมดอายุ ส่งผลให้สามารถลดการสูญเสียทรัพยากร เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และพลาสติก ได้จำนวนมากในแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขการรีไซเคิลจะดูสูง แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น วัสดุที่รีไซเคิลได้ยังมีคุณภาพต่ำ และพลาสติกส่วนใหญ่ยังนำกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่มาก ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงต้องพึ่งพาวัตถุดิบใหม่เป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ ยุโรปจึงเสนอปรับกฎหมายในปี 2566 เพื่อเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในรถยนต์ใหม่ และผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริง
ในส่วนของขยะอิเล็กทรอนิกส์ รายงาน Global E-waste Monitor ปี 2567 ระบุว่า ชาวยุโรปสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์เฉลี่ย 17.6 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แต่สามารถเก็บกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างเป็นทางการได้เพียง 42.8% หรือประมาณ 7.5 กิโลกรัมต่อคนเท่านั้น ขณะที่อัตราการรีไซเคิลจริงอยู่ที่ราว 30.8% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมาย 65% ที่กฎหมายกำหนด
ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่า แม้จะมีกฎหมายรองรับ แต่การเก็บคืนขยะจากผู้บริโภคยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ ทำให้ขยะจำนวนมากหลุดออกนอกระบบ และสูญเสียทรัพยากรมีค่า เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล ไปอย่างน่าเสียดาย
คณะกรรมาธิการยุโรปเผยผลการประเมิน WEEE Directive เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ว่า แม้กฎหมายจะช่วยลดการฝังกลบและเผาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปนเปื้อนโลหะหนัก แต่ยังมีขยะรั่วไหลนอกระบบเกือบครึ่งหนึ่ง เพราะการเก็บกลับยังไม่ครอบคลุมและผู้บริโภคไม่ค่อยนำไปส่งคืน ส่งผลให้สูญเสียทรัพยากรหายากอย่างลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิลจำนวนมาก
กฎหมาย Battery Regulation (EU) 2023/1542 ของสหภาพยุโรป ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำหนดให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่ต้องรับผิดชอบการเก็บคืนและรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่หมดอายุ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2568 โดยตั้งเป้าให้การรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีประสิทธิภาพอย่างน้อย 65% และสามารถกู้คืนโลหะสำคัญ เช่น โคบอลต์ นิกเกิล ทองแดง และตะกั่ว ได้ถึง 90% ภายในปี 2570
นอกจากนี้ ยังบังคับให้แบตเตอรี่ใหม่ต้องมีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล ตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป เพื่อลดการพึ่งพาการขุดแร่ใหม่ และลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ไฟไหม้จากแบตเตอรี่เก่าที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง
จีน เป็นตลาด EV ใหญ่ที่สุดของโลก รัฐบาลบังคับใช้ EPR ผ่านมาตรฐานการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ตั้งแต่ปี 2568-2569 โดยห้ามถอดแบตออกจากรถก่อนกำจัดอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้อัตราการกู้คืนวัสดุหลักอย่างนิกเกิล โคบอลต์ และแมงกานีสสูงถึง 99.6% ในโครงการนำร่อง แม้อัตราการรีไซเคิลอย่างเป็นทางการยังอยู่ที่ราว 20-40% เนื่องจากภาคเอกชนขนาดเล็กยังแข่งขันกัน
ญี่ปุ่น บังคับใช้ Automobile Recycling Law ตั้งแต่ปี 2548 ทำได้ดีที่สุด โดยอัตราการนำกลับใช้และกู้คืนซากรถสูงถึง 99% (86% เป็นการรีไซเคิลวัสดุ 13% เป็นการเผาพลังงาน) ตามข้อมูลจาก Japan Automobile Recycling Promotion Center ระบบใบเสร็จรีไซเคิลอิเล็กทรอนิกส์ช่วยติดตามซากรถทุกคัน ลดปัญหารถหายไปนอกระบบเหลือเพียง 1%
อย่างไรก็ตาม แม้หลายประเทศจะสามารถลดมลพิษและนำทรัพยากรกลับมาใช้ได้มากขึ้น แต่ระบบรีไซเคิลก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น วัสดุที่ได้มีคุณภาพต่ำ การลักลอบส่งออกซากรถไปต่างประเทศ และการเก็บคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) ที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย
ปัญหาเหล่านี้ทำให้สหภาพยุโรปต้องเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายในปี 2569 โดยมุ่งบังคับใช้ระบบรีไซเคิลแบบปิดวงจรเพื่อให้วัสดุถูกนำกลับมาใช้ในอุตสาหกรรมเดิมได้จริง และผลักดัน หนังสือเดินทางดิจิทัลของแบตเตอรี่ (Digital Battery Passport) เพื่อให้สามารถติดตามข้อมูลแบตเตอรี่ได้ตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งมีการนำร่องแล้วในยุโรป
สำหรับ ประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษระบุว่า ผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 400,000 ตันต่อปีในปี 2566 แต่ยังจัดการแบบกระจัดกระจายและไม่มี EPR ครบวงจร ร่าง พ.ร.บ.จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ยังอยู่ในขั้นพิจารณา ขณะที่ EV ถูกกำหนดเป็นสินค้าควบคุมฉลากตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เพื่อป้องกันผู้บริโภค แต่ยังไม่ครอบคลุมการกำจัดซากและแบตเตอรี่
บทเรียนจากต่างประเทศชัดเจนว่า EPR ไม่เพียงลดภาระรัฐในการกำจัดขยะ แต่ยังกระตุ้นให้ผู้ผลิตออกแบบสินค้าให้รีไซเคิลง่าย ลดการสูญเสียแร่หายาก และสร้างอุตสาหกรรมรีไซเคิลใหม่ที่สร้างงานและรายได้ หากไทยนำมาใช้เต็มรูปแบบจะช่วยเปลี่ยนปัญหาขยะซาก EV และอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นโอกาสเศรษฐกิจหมุนเวียนก่อนที่ปริมาณจะพุ่งสูงในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
อ้างอิง:
Eurostat: End-of-life vehicle statistics
European Environment Agency: Waste recycling in Europe
European Commission: Waste from Electrical and Electronic Equipment (WEEE)
European Commission: End-of-Life Vehicles
Interesting Engineering: China’s new EV battery recycling rules deliver 99.6% recovery
Asia News Network: Thailand awaits new law to manage over 400,000 tonnes of e-waste a year




