News Logo
หน้าแรก
ถอดบทเรียน ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ ประเทศแถวหน้าบรรลุ PM2.5 ต่ำระดับโลก

ถอดบทเรียน ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ ประเทศแถวหน้าบรรลุ PM2.5 ต่ำระดับโลก

21 เม.ย. 2569 14:20
ผู้ชม 11 คน

ถอดบทเรียน 'กฎหมายอากาศสะอาด' ประเทศตัวอย่าง 'สหราชอาณาจักร-สิงคโปร์-ไอซ์แลนด์-ออสเตรเลีย' บรรลุ PM2.5 ต่ำระดับโลกได้

หลายประเทศทั่วโลกยังคงเผชิญปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีประเทศตัวอย่างที่สามารถผลักดัน “กฎหมายอากาศสะอาด” และมาตรการควบคุมมลพิษอย่างจริงจัง จนเห็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมและยั่งยืน

จากข้อมูลล่าสุดในปี 2568 พบว่า สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ ไอซ์แลนด์ และ ออสเตรเลีย กลายเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนว่า การมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน การบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง และการปรับนโยบายตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สามารถลดระดับฝุ่น PM2.5 ลงสู่ระดับต่ำได้จริง โดยในหลายพื้นที่สามารถอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ของ องค์การอนามัยโลก (WHO)

‘สหราชอาณาจักร’ ประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายอากาศสะอาดอย่างเป็นระบบ

สหราชอาณาจักร ถือเป็นประเทศแรกของโลกที่พัฒนากฎหมายอากาศสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ค.ศ. 1956 (Clean Air Act 1956) ซึ่งกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้หลายประเทศทั่วโลกนำไปปรับใช้ กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานนโยบายคุณภาพอากาศระยะยาว ครอบคลุมทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และบทบาทของรัฐในการกำกับดูแล

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดจาก วิกฤตหมอกควันครั้งใหญ่ในลอนดอน (Great Smog of London) ระหว่างวันที่ 5-9 ธันวาคม 2495 เมื่อหมอกควันพิษปกคลุมกรุงลอนดอนจากการเผาถ่านหินในครัวเรือน โรงงาน และโรงไฟฟ้า ภายใต้สภาพอากาศนิ่ง ทำให้มลพิษสะสมในระดับอันตราย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4,000 คน และอาจสูงถึง 10,000-12,000 คน พร้อมผู้ป่วยอีกกว่า 100,000 คน วิกฤตครั้งนี้กดดันให้รัฐต้องเร่งออกมาตรการควบคุมมลพิษอย่างจริงจัง

หลังเหตุการณ์ รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการ Beaver Committee ภายใต้การนำของ Hugh Beaver เพื่อสืบหาสาเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไข ก่อนเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ โดย เจอรัลด์ นาบาร์โร เป็นผู้เสนอร่างเบื้องต้น กฎหมายได้รับพระราชานุมัติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1956 และเริ่มบังคับใช้ในปลายปีเดียวกัน โดยให้อำนาจหน่วยงานท้องถิ่นกำหนด เขตปลอดควัน ห้ามใช้เชื้อเพลิงที่ก่อควัน ควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงานและปล่องไฟ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนระบบทำความร้อนสู่พลังงานสะอาด

ผลลัพธ์คือคุณภาพอากาศในลอนดอนดีขึ้นอย่างชัดเจน ภายใน 10 ปี ปริมาณฝุ่นลดลงถึง 67% และการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ต่อมาจะต้องขยายมาตรการผ่าน Clean Air Act 1968 และแก้ไขข้อจำกัด เช่น การควบคุมยานพาหนะและอุตสาหกรรมบางส่วน แต่กฎหมายฉบับนี้ได้วางรากฐานสำคัญและกลายเป็นต้นแบบนโยบายอากาศสะอาดของโลกจนถึงปัจจุบัน

‘สิงคโปร์’ เมืองหนาแน่นที่ควบคุมมลพิษได้ด้วยกฎหมายและเทคโนโลยี

รายงานจากกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ระบุว่า สิงคโปร์ สามารถบรรลุเป้าหมายคุณภาพอากาศในปี 2563 สำหรับ PM2.5 โดยมีค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ข้อมูลจาก IQAir World Air Quality Report 2568 ระบุว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 11.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในอันดับ 84 จาก 143 ประเทศทั่วโลก

แม้ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดีเมื่อเทียบกับเมืองขนาดใหญ่ทั่วโลก

หัวใจสำคัญของความสำเร็จมาจากกฎหมาย Environmental Protection and Management Act (EPMA) ซึ่งให้อำนาจแก่ สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (National Environment Agency: NEA) ในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากทุกภาคส่วน ทั้งยานพาหนะ โรงไฟฟ้า และภาคอุตสาหกรรม

NEA กำหนดมาตรฐานการปล่อยไอเสียของรถยนต์ใหม่ให้ต้องเป็นไปตาม Euro VI สำหรับรถยนต์นั่งและรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ และ Euro IV สำหรับรถจักรยานยนต์ พร้อมตรวจสอบรถยนต์เก่าอย่างสม่ำเสมอ

ในภาคอุตสาหกรรม มีการตรวจสอบโรงงานตั้งแต่ก่อนเปิดดำเนินการ โดยกำหนดให้ตั้งอยู่ในเขตเฉพาะ ห่างจากชุมชน และต้องติดตั้งระบบควบคุมมลพิษที่ได้รับการรับรองจาก Singapore Laboratory Accreditation Scheme (SAC-SINGLAS) คือโครงการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการของสิงคโปร์ ดำเนินการโดย Singapore Accreditation Council (SAC) รวมถึงมีระบบตรวจวัดแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันการละเมิด

ด้านการติดตามคุณภาพอากาศ สิงคโปร์ มีสถานีตรวจวัด 24 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม PM10, PM2.5, SO₂, NO₂, O₃ และ CO และนำข้อมูลไปคำนวณเป็น Pollutant Standards Index (PSI) ที่รายงานทุกชั่วโมงผ่านแอป myENV และเว็บไซต์ haze.gov.sg ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันทีและปรับพฤติกรรม เช่น ลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น Vehicular Emissions Scheme (VES), Commercial Vehicle Emissions Scheme (CVES) และ Early Turnover Scheme (ETS) เพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถสะอาด โดยตั้งเป้ายุติการจดทะเบียนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปใหม่ภายในปี 2573

‘ไอซ์แลนด์’ พลังงานสะอาดเกือบ 100% กับการควบคุมมลพิษเชิงโครงสร้าง

รายงานของ European Environment Agency ปี 2568 ระบุว่า ไอซ์แลนด์ มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับดีเยี่ยม โดยในปี 2565 ค่า PM2.5 อยู่ในเกณฑ์ทั้งของสหภาพยุโรปและแนวทางของ WHO

ข้อมูลจาก IQAir World Air Quality Report 2568 ระบุว่า ไอซ์แลนด์ มีค่า PM2.5 เฉลี่ยเพียง 3.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้เป็นหนึ่งใน 13 ประเทศและดินแดนทั่วโลกที่สามารถทำได้ตามเกณฑ์ของ องค์การอนามัยโลก

แม้จะไม่มี พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยตรง แต่รัฐบาลใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด โดยเริ่มลดการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะตั้งแต่ปี 2548 พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมมลพิษ เพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และจำกัดการใช้ยางรถยนต์แบบมีสตั๊ดในกรุง เรคยาวิก ซึ่งช่วยลดฝุ่นจากถนนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยสำคัญอีกประการคือโครงสร้างพลังงานของประเทศ ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเกือบ 100% จากพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) และพลังน้ำ (Hydropower) ส่งผลให้การปล่อยมลพิษจากภาคพลังงานอยู่ในระดับต่ำมาก

แม้ ไอซ์แลนด์ จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากธรรมชาติ เช่น การปะทุของภูเขาไฟในคาบสมุทรเรคยาเนส และพายุฝุ่นทราย รวมถึงกิจกรรมอย่างการจุดดอกไม้ไฟในช่วงปีใหม่ ซึ่งเคยทำให้ค่า PM2.5 พุ่งสูงถึง 1,440 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2562 แต่ประเทศยังสามารถควบคุมค่าเฉลี่ยรายปีให้อยู่ในระดับต่ำได้ พร้อมมีระบบแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า

‘ออสเตรเลีย’ โมเดลความร่วมมือข้ามรัฐและมาตรฐานระดับชาติ

ด้าน ออสเตรเลีย ใช้กรอบนโยบายระดับชาติอย่าง National Clean Air Agreement (NCAA) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของทุกรัฐตั้งแต่ปี 2558

นโยบายดังกล่าวทำงานควบคู่กับ National Environment Protection Measure (NEPM) ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศระดับประเทศ โดยมีการปรับปรุงล่าสุดในปี 2564 เพื่อลดค่าขีดจำกัด PM2.5 และกำหนดเป้าหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

NEPM ครอบคลุมมลพิษหลัก 6 ชนิด ได้แก่ PM2.5, PM10, โอโซน, ไนโตรเจนไดออกไซด์, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

แม้จะเผชิญเหตุการณ์ไฟป่าขนาดใหญ่ในบางปี ซึ่งทำให้ระดับ PM2.5 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น แต่โดยรวม ออสเตรเลีย ยังคงรักษาคุณภาพอากาศให้อยู่ในเกณฑ์ดี ตามรายงาน State of the Environment

รัฐบาลยังบังคับใช้มาตรการลดมลพิษจากอุตสาหกรรม ยานพาหนะ และภาคการเกษตรทั่วประเทศ โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ผ่านแผนงานช่วงปี 2564-2566 ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานมลพิษและพัฒนาระบบรายงานข้อมูลแบบเรียลไทม์

คนละโมเดล แต่จุดร่วมคือ ‘กฎหมาย และ บังคับใช้จริง’

ทั้ง 4 ประเทศมีแนวทางที่แตกต่างกันตามบริบทของตนเอง โดย สหราชอาณาจักรถือเป็นประเทศแรกของโลกที่พัฒนากฎหมายอากาศสะอาดอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ขณะที่ สิงคโปร์ ใช้การควบคุมเข้มในเมืองหนาแน่นผ่านเทคโนโลยีและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ไอซ์แลนด์ใช้พลังงานสะอาดและจัดการแหล่งกำเนิดฝุ่นเชิงโครงสร้าง และออสเตรเลียเน้นความร่วมมือข้ามรัฐและการอัปเดตมาตรฐานตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ข้อมูลจาก IQAir ปี 2568 ยืนยันว่า ไอซ์แลนด์ และ ออสเตรเลีย อยู่ในกลุ่ม 13 ประเทศที่มีค่า PM2.5 ตามเกณฑ์ของ องค์การอนามัยโลก ขณะที่ สิงคโปร์ แม้ยังสูงกว่าเล็กน้อย แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ความสำเร็จของทั้ง 4 ประเทศสะท้อนบทเรียนสำคัญร่วมกัน คือ การติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม และการปรับปรุงกฎหมายตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่ละเลยปัจจัยธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ภูเขาไฟหรือไฟป่า

แม้จะเผชิญความท้าทายซ้ำซ้อนในแต่ละปี แต่ทั้ง สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ ไอซ์แลนด์ และ ออสเตรเลีย ยังคงสามารถควบคุมระดับมลพิษให้อยู่ในระดับต่ำ และลดความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า กฎหมายอากาศสะอาด ที่ได้รับการผลักดันจากภาครัฐ และนำไปบังคับใช้อย่างจริงจัง ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาวอย่างยั่งยืน

อ้างอิง: 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาล 'ไม่รับฟ้อง' คดีอดีตปลัด สธ.กล่าวหา 'หมอสุภัทร' หมิ่นประมาท
ศาล 'ไม่รับฟ้อง' คดีอดีตปลัด สธ.กล่าวหา 'หมอสุภัทร' หมิ่นประมาท