News Logo
หน้าแรก
อาสาสมัครดับไฟชี้เชียงใหม่แรงเกินกว่าวิกฤต เหตุขาดงบฯ สนับสนุนท้องถิ่น

อาสาสมัครดับไฟชี้เชียงใหม่แรงเกินกว่าวิกฤต เหตุขาดงบฯ สนับสนุนท้องถิ่น

6 เม.ย. 2569 17:32
ผู้ชม 90 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

อาสาสมัครทีมส้มสู้ไฟระบุ ไฟป่าเชียงใหม่รุนแรงเกินกว่า 'วิกฤต' เนื่องจากไม่มีงบกลางสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่น ส่งผลให้หน้างานได้รับผลกระทบ อดีต สส.สัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์จากพรรคประชาชน แนะรัฐควรบริหารจัดการไฟป่าทั้ง 12 เดือน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าช่วงเกิดเหตุ

นายเอื้อการย์ อารามรักษ์ อาสาสมัครทีมส้มสู้ไฟ เปิดเผยกับ Next News ว่า สถานการณ์ไฟป่า จ.เชียงใหม่ ทวีความรุนแรงขึ้นเกินคำว่า 'วิกฤต' โดยเฉพาะพื้นที่ป่าในอุทยานไหม้ไปกว่า 70% สถานการณ์ไฟป่าปีนี้สูงกว่าปีที่แล้ว 2-3 เท่า สาเหตุหลักเกิดจากการที่รัฐบาลไม่ยอมจ่ายงบกลางลงมาเพื่ออุดหนุนท้องถิ่น ทำให้ไม่มีการจ้างคนเฝ้าป่าและไม่มีอุปกรณ์ดับไฟป่า ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพราะงบกลางจำเป็นต้องมาจากรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม 

"ปีก่อนๆ เวลาผมลงพื้นที่ ผมจะเจอชาวบ้านเฝ้าระวังไฟแทบทุกพื้นที่ แต่ปีนี้แทบไม่เจอเลย จากการสอบถามผู้ใหญ่บ้านพบว่า งบประมาณปีนี้บางหมู่บ้านถูกหั่นครึ่ง บางหมู่บ้านไม่ได้เลย พอไม่มีคนเฝ้า การลักลอบเผาก็ทำได้ง่ายขึ้น" นายเอื้อการย์ ระบุ

สำหรับปัญหาในระดับหน้างาน นายเอื้อการย์ ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มคนจุดไฟมีหลายกลุ่ม ไม่ได้มีเพียงแค่ชาวบ้านเท่านั้น ทำให้เกิดไฟไหม้ในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันทีมดับไฟก็มีหลายหน่วยงานเช่นกัน ส่งผลให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของอาสาสมัคร

ทั้งนี้ ล่าสุดทีมส้มสู้ไฟ 2 รายได้รับบาดเจ็บขณะกำลังปฏิบัติภารกิจ โดยขณะที่ทีมส้มสู้ไฟกำลังปฏิบัติหน้าที่บริเวณ ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้เกิดเหตุไฟล้อมจนทำให้ไฟลวกอาสาสมัคร 2 ราย รายหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่มือ 1 ข้าง อีกรายได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ข้าง จากการตรวจสอบสาเหตุพบว่า ทีมดับไฟทีมอื่นได้มีการจุดไฟชนไฟสวนขึ้นมาจากด่านล่างจนทำให้เกิดไฟล้อมอาสาสมัครอีกทีม

"คนเจ็บเป็นอาสาสมัคร ตอนเช้าเรานัดแนะกับทีมพ่อหลวงและทีมอุทยานเพื่อแยกกันไปทำภารกิจ ทีมอุทยานจะทำแนวกันไฟลงไปจากสันเขา ทีมสู้ไฟจะดับไฟ แต่หลังจากปล่อยทีมไปได้ 10-15 นาที หัวหน้าทีมแจ้งว่า มีไฟล้อมมาจากด้านหลัง จากการตรวจสอบสาเหตุพบว่า มีทีมอื่นจุดไฟชนมาจากข้างล่างซึ่งผิดวิธี นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันอีกด้วย" นายเอื้อการย์ กล่าว

ภาพอาสาสมัครได้รับบาดเจ็บ

ภาพอาสาสมัครได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ นายเอื้อการย์ ได้ย้ำว่า งบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ แม้จะมีการประกาศเขตภัยพิบัติในบางพื้นที่ แต่ไม่แน่ใจว่างบฯ จะถูกดึงมาใช้ในช่วงเวลาใด เพราะปัจจุบันสถานการณ์ไฟป่าค่อนข้างรุนแรง และคาดการณ์ว่า สิ้นเดือนเมษายนนี้สถานการณ์น่าจะดีขึ้น แต่หากงบประมาณถูกเบิกมาใช้หลังจากนั้นอาจไม่ทันเวลา

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่สะท้อนให้เห็นปัญหาตั้งแต่งบประมาณที่ส่งผลกระทบไปถึงบุคลากรทำงานอยู่หน้างาน ซึ่ง นายมานพ คีรีภูวดล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News ว่า พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ามี 2 ประเภท คือ ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง โดยธรรมชาติป่าเหล่านี้จะเริ่มผลัดใบในเดือนธันวาคม และเข้าสู่ช่วงแล้งจัดในเดือนมีนาคมจนถึงเมษายน ส่งผลให้ห้วงเวลานี้ประชาชนมักเผชิญกับปัญหา PM2.5 ดังนั้การบริหารจัดการไฟก่อนจะเกิดไฟป่าถือเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหา แต่รัฐมักให้ความสำคัญหลังจากที่เกิดไฟป่าขึ้นแล้วเท่านั้น

นายมานพ เสนอว่า การจัดการไฟป่าควรครอบคลุมทั้ง 12 เดือน ไม่ใช่แค่เดือนใดเพียงเดือนเดียว และควรบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับคนในพื้นที่ และในช่วงวิกฤตเช่นนี้สิ่งที่รัฐควรทำคือการจัดสรรงบประมาณสำหรับการตรวจลาดตระเวน ซึ่งประชาชนในพื้นที่มีความรู้มากที่สุดและสามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีที่สุด ชุดลาดตระเวนจะคอยสอดส่องว่าใครเป็นผู้เผาป่า และการเผานั้นเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ คนกลุ่มนี้เมื่อเกิดไฟป่าจะสามารถเข้าระงับเหตุได้ในทันที

ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์รุนแรงเกินไปก็ประสานติดต่อเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยจัดการ สำหรับในระยะยาว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ โดยต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งว่า พื้นที่ป่าตรงนี้ควรใช้ความรู้อะไรเข้าไปจัดการและเฝ้าระวังในช่วงวิกฤต และให้ทุกหน่วยงานเข้ามาบริหารพื้นที่ร่วมกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ฝุ่น PM2.5
ไฟป่าภาคเหนือ
ส้มสู้ไฟ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิทย์ชี้ 2569 ปีหายนะครั้งใหญ่ ธารน้ำแข็งสวิตเซอร์แลนด์ละลาย 5.5%
นักวิทย์ชี้ 2569 ปีหายนะครั้งใหญ่ ธารน้ำแข็งสวิตเซอร์แลนด์ละลาย 5.5%