กรมประมงไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนใน 3 จังหวัดยังได้รับผลกระทบกว่า 1,800 คน สัดส่วนปลาหมอคางดำในพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบนสูงถึงกว่า 60% ของสัตว์น้ำที่พบทั้งหมด ทำให้กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติ แนะเร่งของบฯ รับซื้อเพิ่ม
น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม. ได้พิจารณาคำร้องเรียนจากเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ 19 จังหวัด ทั้งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างร้ายแรง โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก จากการตรวจสอบการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ ไม่มีประสิทธิภาพ จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพของเกษตรกรหรือไม่ พบว่า กรมประมงได้ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ ที่ ครม. เห็นชอบและยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 โดยมีการของบประมาณเพื่อดำเนินการในช่วงปี 2567–2568 กว่า 156 ล้านบาท กำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วกว่า 7.3 ล้านกิโลกรัม ปล่อยปลาผู้ล่ากว่า 1.13 ล้านตัว ออกประกาศตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีความก้าวหน้าในการวิจัยเพื่อควบคุมการขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำ
อย่างไรก็ดี แม้ผลการสำรวจในเดือนพฤษภาคม 2568 จะพบว่าการแพร่ระบาดมีแนวโน้มลดลงและไม่พบการระบาดในระดับชุกชุมมาก แต่ปัญหายังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมีเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบที่ขึ้นทะเบียนแล้วในกรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร รวมกว่า 1,800 คน อีกทั้งจากการสำรวจพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พบว่า ความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำและความหนาแน่นของสัตว์น้ำลดลง แต่กลับมีสัดส่วนของปลาหมอคางดำสูงถึงกว่าร้อยละ 60 ของสัตว์น้ำที่พบทั้งหมด อันส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ
กสม. เห็นว่า แม้กรมประมงจะได้พยายามแก้ไขปัญหาภายใต้งบประมาณที่จำกัด แต่ยังไม่ปรากฏการขับเคลื่อนเชิงรุกอย่างเพียงพอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอย่างครบถ้วน ส่งผลให้ไม่สามารถอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ประเด็นที่สอง แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ กสม.เห็นว่า กรมประมงได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการระดับกระทรวงและคณะทำงานระดับจังหวัด เพื่อวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการและคณะทำงานบางชุดไม่มีการจัดประชุมหารืออย่างต่อเนื่องจริงจัง หรือคณะทำงานบางชุดไม่เคยจัดประชุม ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบของการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย ยิ่งไปกว่านั้น การมีส่วนร่วมดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงการร่วมกำหนดแผนปฏิบัติการในระดับพื้นที่ ซึ่งควรเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้ร่วมออกแบบมาตรการและแนวทางดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ ทำให้มาตรการที่กำหนดอาจไม่ตอบสนองต่อสภาพปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างแท้จริง
ในชั้นนี้จึงไม่อาจถือได้ว่า กรมประมงได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐในการเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู และบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity: CBD) กำหนด การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำซึ่งขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ประเด็นที่สาม กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้รวบรวมข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ การเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและความเสียหายของประชาชน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐใช้ไปในการแก้ไขปัญหาตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย พิจารณาข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบปรากฏว่า สภาทนายความได้รับมอบอำนาจจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงพื้นบ้านใน จ.สมุทรสงคราม ยื่นฟ้องบริษัทเอกชนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหาย
นอกจากนี้ ยังได้มีการยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐต่อศาลปกครองกลาง ในข้อหาละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กสม. เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ทั้งในคดีแพ่งและคดีปกครอง จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ กสม. ยุติเรื่องหากเป็นกรณีที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล
ทั้งนี้ ที่ประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิโดยสรุป ดังนี้
• ให้กรมประมงเร่งรัดขอรับงบประมาณเพื่อเพิ่มการรับซื้อปลาหมอคางดำ โดยกำหนดมาตรการตรวจสอบแหล่งที่มาของปลาหมอคางดำ รวมถึงราคารับซื้อที่เหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาการนำปลาหมอคางดำมาเพาะเลี้ยงเพื่อรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ
• สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลจำนวนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบอาชีพประมงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ
• กำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีฐานะยากจนซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และมีความต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำหรือต้องการปรับปรุงบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อป้องกันปลาหมอคางดำ
• ประเมินผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 แล้วเผยแพร่ให้เกษตรกรในพื้นที่แพร่ระบาดและสาธารณชนทั่วไปทราบ พร้อมจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อซักซ้อมและสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วมในการกำกับและประสานการซักซ้อมความเข้าใจกับหน่วยงานภายในจังหวัด รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การขอรับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการแก้ไขปัญหาตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
• ให้กรมประมงทบทวนแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้เพิ่มสัดส่วนขององค์ประกอบคณะทำงานที่มาจากภาคประชาชน และให้เรียกประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจกำจัดปลาหมอคางดำระดับจังหวัด พร้อมจัดทำแผนการประชุมของคณะทำงานให้มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดที่อยู่ในพื้นที่ที่ปลาหมอคางดำแพร่ระบาด จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเป็นการทั่วไปจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนทั่วไป ปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อปรึกษาหารือและนำความเห็นมาประกอบการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับบริบทและสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ อย่างเพียงพอและต่อเนื่องด้วย
กสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนงบประมาณแก่มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นซักซ้อมแนวทางให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้งบประมาณหรือขอรับจัดสรรงบประมาณตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ เพื่อแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำในระดับพื้นที่
สำหรับที่มาของปัญหาปลาหมอคางดำ กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด เมื่อเดือนมกราคม 2568 ตามที่บริษัทเอกชนได้ขออนุญาตกรมประมง (ผู้ถูกร้อง) นำปลาหมอคางดำเข้ามาเพาะเลี้ยงที่ จ.สมุทรสาคร เมื่อปี 2553 ต่อมาปี 2567 เกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ 19 จังหวัด ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างร้ายแรง
ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 พร้อมอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 450 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การรับซื้อปลาหมอคางดำ การปล่อยปลาผู้ล่า เป็นต้น แต่การปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ ของกรมประมงไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้รวบรวมข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพื่อหาผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและประชาชน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐใช้ไปในการแก้ไขปัญหาตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย จึงขอให้ตรวจสอบ




