สงครามในอิหร่านเปิดโปงความเปราะบางของโลกที่ยังพึ่งพาเส้นทางเชื้อเพลิงฟอสซิล สร้างแรงกระตุ้นด่วนให้เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อความมั่นคงระยะยาว
รายงานจาก Associated Press (AP) ระบุว่า สงครามในอิหร่านกำลังเปิดโปง จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง ของเศรษฐกิจโลกที่ยังผูกติดกับเส้นทางพลังงานฟอสซิลอันเปราะบาง พร้อมเร่งแรงกดดันให้หลายประเทศต้องเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง
การสู้รบส่งผลให้การส่งออกน้ำมันและก๊าซผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกเกือบหยุดชะงัก โดยช่องแคบแห่งนี้รองรับการขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนสูง ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกสั่นสะเทือนทันที
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ พุ่งทะลุระดับ 100-119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ขณะที่ราคาก๊าซในยุโรปและเอเชียปรับตัวสูงขึ้นตาม ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ในเอเชีย เช่น อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่ต้องเผชิญแรงกดดันทั้งเงินเฟ้อ ค่าครองชีพพุ่ง และความเสี่ยงด้านการขาดแคลนเชื้อเพลิง
อย่างไรก็ตาม จีน ซึ่งเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศ เนื่องจากสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลได้บางส่วนแล้ว
ด้าน ยุโรป ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเกือบ 90% และก๊าซราว 80% กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยราคาก๊าซปรับเพิ่มขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ส่งผลให้หลายประเทศต้องออกมาตรการประหยัดพลังงานและจำกัดการใช้ เช่น การลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและมาตรการควบคุมการใช้พลังงานในภาคครัวเรือน
ข้อมูลจาก International Renewable Energy Agency ระบุว่า โครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่กว่า 91% มีต้นทุนต่ำกว่าทางเลือกฟอสซิลแล้ว โดยพลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าถ่านหินและก๊าซถึง 41% ขณะที่พลังงานลมมีต้นทุนต่ำกว่าถึง 53% สะท้อนแนวโน้มที่พลังงานสะอาดไม่เพียงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังแข่งขันได้ในเชิงเศรษฐกิจ
ขณะที่หัวหน้าฝ่ายสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติระบุว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นบทเรียนชัดเจนถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาฟอสซิล และเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเร่งปลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ
แม้บางประเทศอาจหันกลับไปใช้ถ่านหินในระยะสั้นเพื่อลดต้นทุน แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า วิกฤตนี้จะยิ่งเร่งให้เกิดการลงทุนในพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
ข้อมูลจาก U.S. Energy Information Administration ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ มีปริมาณการขนส่งน้ำมันเฉลี่ยราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของการบริโภคน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั่วโลก ตอกย้ำความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเส้นทางนี้
ในทางตรงกันข้าม พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมสามารถผลิตได้ภายในประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าและไม่ผูกติดกับเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยงจากความขัดแย้ง จึงช่วยลดความเปราะบางทั้งทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
ทั้ง International Energy Agency และ International Renewable Energy Agency ประเมินว่า การลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030 เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ต้นทุนที่ลดลงต่อเนื่องกำลังทำให้การลงทุนดังกล่าวคุ้มค่ามากขึ้น
สงครามครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จากการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธของ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ต่อเป้าหมายในอิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการวางทุ่นระเบิดและปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มเร่งทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานของตนเอง ทั้งการพิจารณาขยายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การเพิ่มคลังสำรองพลังงาน และการกระจายแหล่งนำเข้า เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตในอนาคต
อ้างอิง:
Associated Press: Energy fallout from Iran war signals a global wake-up call for renewable energy
Reuters: Iran war energy shock sparks global push to reduce fossil fuel dependence
Reuters: Iran war should trigger faster exit from fossil fuel dependence
IRENA: 91% of New Renewable Projects Now Cheaper Than Fossil Fuels Alternatives
The New York Times: How War in Iran Could Remake the Global Energy
Bloomberg: Widening Energy Crisis Caused by Iran War Risks Inflation Shock




