News Logo
หน้าแรก
ศาลสูงสหรัฐตีตกภาษีโต้ตอบ ‘ทรัมป์’ ส่งผลอุตสาหกรรมสีเขียวสะดุด

ศาลสูงสหรัฐตีตกภาษีโต้ตอบ ‘ทรัมป์’ ส่งผลอุตสาหกรรมสีเขียวสะดุด

22 ก.พ. 2569 07:30
ผู้ชม 41 คน

คำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐที่สกัดกลไกภาษีโต้ตอบของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่เพียงทำให้นโยบายการค้าชุดใหญ่เปลี่ยนทิศในทางกฎหมาย แต่ยังเปลี่ยนสมการต้นทุนของพลังงานหมุนเวียน เหล็กคาร์บอนเข้มข้น และเทคโนโลยีสะอาดทั่วโลก เกิดคำถามใหม่ว่า เศรษฐกิจสีเขียวสหรัฐจะเร่งเครื่องหรือสะดุดจากความไม่แน่นอนของนโยบายนี้

คำวินิจฉัยล่าสุดของศาลสูงสหรัฐฯ ณ วันที่ 20 ก.พ. 2026 ที่ตีตกกลไกบางส่วนของมาตรการ “ภาษีโต้ตอบ” ซึ่งริเริ่มโดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นกฎหมายว่าด้วยขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร หากแต่สร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในระดับโลก

มาตรการภาษีที่ถูกออกแบบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าและลดการขาดดุล กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางต้นทุนเทคโนโลยี และความเร็วของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในปี 2018 รัฐบาลทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าสหรัฐกำหนดภาษีนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์เริ่มต้นที่ 30% ภายใต้มาตรการปกป้องการนำเข้า (มาตรา 201) โดยให้เหตุผลว่า ผู้ผลิตภายในประเทศได้รับความเสียหายจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาตรการดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อสินค้าจากเอเชีย โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย และเวียดนาม

แม้ผู้ผลิตโซลาร์บางรายในสหรัฐฯ จะได้รับแรงหนุนชั่วคราว แต่ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนจำนวนมากกลับเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะสั้น รายงานของ International Energy Agency ระบุว่า ความผันผวนด้านราคาและความไม่แน่นอนทางการค้าในช่วงเวลาดังกล่าวมีผลต่อจังหวะการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดของโลก

มาตรการอีกชุดหนึ่งที่มีนัยสำคัญคือการเก็บภาษีเหล็ก 25% และอะลูมิเนียม 10% ภายใต้มาตรา 232 โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นภาคการผลิตที่ใช้พลังงานเข้มข้นและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง การจำกัดการนำเข้าและการตอบโต้ทางการค้าจากประเทศคู่ค้า ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก

ข้อมูลจาก Congressional Research Service ชี้ว่า มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบในประเทศเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรมปลายน้ำ ขณะที่ในมิติสิ่งแวดล้อม นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่า หากการผลิตย้ายไปยังประเทศที่ใช้พลังงานฟอสซิลเข้มข้นกว่า อาจทำให้การปล่อยคาร์บอนทั่วโลกเพิ่มขึ้น แม้สหรัฐฯ จะลดการนำเข้าโดยตรงก็ตาม

ประเด็น “การรั่วไหลของคาร์บอน” จึงถูกหยิบยกขึ้นถกเถียงอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นแรงผลักให้บางภูมิภาค เช่น สหภาพยุโรปพัฒนาแนวคิดกลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน

ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ในช่วงปี 2018-2020 ยิ่งขยายผลกระทบดังกล่าวให้กว้างขึ้น ภาษีสินค้ามูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ไปจนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง ห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีสะอาด รวมถึงชิ้นส่วนแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ จึงตกอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน ภาคธุรกิจพลังงานสะอาดต้องปรับกลยุทธ์ กระจายแหล่งนำเข้า และเพิ่มต้นทุนการบริหารความเสี่ยง

ในระยะยาว แม้มาตรการเหล่านี้อาจกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ แต่ในระยะสั้นกลับเพิ่มแรงเสียดทานต่อการขยายกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียน

เมื่อศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยล่าสุดที่ตีตกกลไกบางส่วนของภาษีโต้ตอบ คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า ต้นทุนการนำเข้าอุปกรณ์พลังงานสะอาดจะปรับลดลงหรือไม่ และจะเร่งให้โครงการพลังงานหมุนเวียนที่ชะลออยู่เดินหน้ารวดเร็วขึ้นเพียงใด

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตภายในประเทศที่เคยได้รับการคุ้มครองอาจต้องเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นอีกครั้ง ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีรอบการคืนทุนยาว

นักเศรษฐศาสตร์การค้าหลายรายมองว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้ส่งสัญญาณจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดภาษีโดยอ้างเหตุผลกว้างๆ เช่น ความมั่นคงหรือภาวะฉุกเฉิน ซึ่งอาจทำให้การกำหนดนโยบายการค้าในอนาคตต้องผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติมากขึ้น หากเป็นเช่นนั้น การเชื่อมโยงนโยบายการค้ากับเป้าหมายสิ่งแวดล้อมอาจต้องมีกรอบที่ชัดเจนและโปร่งใสมากกว่าเดิม

ท้ายที่สุด มาตรการภาษีในยุคทรัมป์พิสูจน์ให้เห็นว่า การค้าไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขดุลการค้า หากแต่เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมและการปล่อยคาร์บอนของโลก

คำวินิจฉัยของศาลสูงครั้งนี้จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สหรัฐต้องทบทวนว่า จะใช้ภาษีเป็นกำแพงปกป้องอุตสาหกรรมเดิม หรือออกแบบกลไกทางการค้าใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง

ในโลกที่การเมืองการค้าและการเมืองภูมิอากาศแยกจากกันไม่ได้อีกต่อไป การตัดสินใจครั้งนี้อาจกำหนดทิศทางการแข่งขันด้านพลังงานสะอาดของทศวรรษหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

 

อ้างอิง: Reuters, AP News, Reuters, Congress.gov

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประมงแก้ปัญหาปลาหมอคางดำไม่มีประสิทธิภาพ กสม.แนะของบฯ รับซื้อเพิ่ม
กรมประมงแก้ปัญหาปลาหมอคางดำไม่มีประสิทธิภาพ กสม.แนะของบฯ รับซื้อเพิ่ม