News Logo
หน้าแรก
KBANK ชี้ศก.ไทยยังฟื้นไม่ทั่วถึง แนะต่อยอดลงทุนต่างชาติ–ดาต้าเซ็นเตอร์

KBANK ชี้ศก.ไทยยังฟื้นไม่ทั่วถึง แนะต่อยอดลงทุนต่างชาติ–ดาต้าเซ็นเตอร์

6 พ.ย. 2569 16:19
ผู้ชม 24 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

กสิกรไทยชี้โลกยังผันผวน เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึง จับตาโอกาสลงทุน FDI–Data Center พร้อมมองปรับภาษี EV ช่วยสร้างสมดุลห่วงโซ่อุปทาน หนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและการจ้างงานในประเทศ

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่า โลกเผชิญกับวิกฤตและความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวและปรับแผนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

สำหรับเศรษฐกิจไทยแม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นการฟื้นตัวแบบ K-Shape คือไม่ได้ฟื้นตัวพร้อมกันทุกภาคส่วนบางอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัว ขณะที่บางอุตสาหกรรมและบางธุรกิจยังคงเผชิญแรงกดดันอยู่ อย่างไรก็ตาม เราเริ่มเห็นโอกาสใหม่ ๆ โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) รวมถึงการลงทุนใน Data Center และการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ตลอดจนเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น เมื่อโอกาสเข้ามาสู่ประเทศไทยแล้ว เราจะต่อยอดโอกาสเหล่านั้นอย่างไร เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ให้กับประเทศและผู้ประกอบการไทย

นางสาวขัตติยา กล่าวว่า ทิศทางนี้สอดคล้องกับนโยบาย Reinvent Thailand ของรัฐบาล ซึ่งมี 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่อยากให้มองว่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวอุตสาหกรรมปลายน้ำ แต่ต้องมองให้ครอบคลุมทั้ง Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทาน ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ได้มีเพียงผู้ผลิตรถยนต์หรือแบรนด์รถยนต์เท่านั้น แต่ยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ยาง พลาสติก เบาะหนัง กระจก ชิ้นส่วนอะลูมิเนียม ไปจนถึงเครื่องยนต์ ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน และสามารถสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ตั้งแต่รายใหญ่ไปจนถึง SMEs และธุรกิจรายย่อย

ตรงนี้จึงเป็นโจทย์ของภาคธนาคาร รวมถึงธนาคารกสิกรไทย ที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรและเงินทุนผ่านสินเชื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มสามารถเติบโตและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ อีกเรื่องที่สำคัญคือ การเติบโตในอนาคตจะต้องเป็นการเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่เติบโตเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ SMEs และผู้ประกอบการรายเล็กก็ต้องเติบโตได้ด้วย เราต้องลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่ธุรกิจรายใหญ่ SMEs ไปจนถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและคนที่ยังต้องประกอบอาชีพหาเช้ากินค่ำ ขณะเดียวกัน การเติบโตอย่างรวดเร็วก็ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย ไม่ว่าจะเป็น Green Finance หรือ Green Transition

ด้านนายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงการเลือกตั้งสหรัฐฯว่า ภายหลังผลการเลือกตั้งสหรัฐฯเริ่มชัดเจน ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวในแดนบวก ขณะที่ราคาทองคำและน้ำมันปรับตัวลดลง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยกลับเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดโลก โดยมีปัจจัยสำคัญจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่มีหุ้นกลุ่มพลังงานในสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจึงส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าว

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ช่วยลดความไม่แน่นอนในระดับโลก เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดกังวลต่อทิศทางนโยบายที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่หลังผลเลือกตั้งมีความชัดเจนมากขึ้น และมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง จึงช่วยลดความเสี่ยงในภาพรวม และอาจทำให้นักลงทุนกล้าตัดสินใจลงทุนมากขึ้น

นายจงรักยังมองว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรม AI และ Data Center เป็นเมกะเทรนด์ระดับโลกที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะยังคงเพิ่มขึ้น และอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวไปยังทำเลต่าง ๆ ทั่วโลก แม้อาจมีปัจจัยกระทบต่อการตัดสินใจเลือกทำเลลงทุนในบางประเทศ แต่เชื่อว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวยังต้องขยายตัวต่อไป ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือข้อกฎหมายของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดเก็บและเคลื่อนย้ายข้อมูล ซึ่งบางประเทศมีข้อจำกัดไม่ให้ข้อมูลภายในประเทศถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีข้อกำหนดด้านข้อมูลเช่นกัน ดังนั้น Data Center ที่มีขนาดเหมาะสมจึงยังจำเป็นต้องตั้งอยู่ในแต่ละประเทศ เพื่อรองรับข้อกำหนดทางกฎหมายและการใช้งานข้อมูลภายในประเทศ

นายจงรัก กล่าวถึงการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า ประเด็นสำคัญของมาตรการดังกล่าวอยู่ที่การสร้างความสมดุลให้กับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศ มากกว่าการมองเฉพาะผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้า โดยเชื่อว่าผู้ประกอบการ EV โดยเฉพาะจากจีนเข้าใจถึงทิศทางนโยบายดังกล่าว เนื่องจากหากพิจารณาในระดับประเทศ การปรับโครงสร้างภาษีจะช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการนำเข้ารถยนต์ที่มีราคาถูกกับการส่งเสริมให้เกิดการผลิตและจ้างงานภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรม EV ได้มากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ
ธนาคารกสิกรไทย
เศรษฐกิจไทย
อุตสาหกรรม

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คลังจ่อชงครม.10 พ.ย. เคาะเกณฑ์คุม Data Center แบ่ง 7 ระดับตามขนาดใช้ไฟ
คลังจ่อชงครม.10 พ.ย. เคาะเกณฑ์คุม Data Center แบ่ง 7 ระดับตามขนาดใช้ไฟ