News Logo
หน้าแรก
IMF–World Bank เงินสะพัด 1,000 ล้าน แนะรัฐอย่าปล่อยจบแค่พิธีกรรม

IMF–World Bank เงินสะพัด 1,000 ล้าน แนะรัฐอย่าปล่อยจบแค่พิธีกรรม

12 ต.ค. 2569 11:47
ผู้ชม 25 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

นักวิชาการชี้ประชุม IMF–World Bank 2026 โอกาสทองของไทย คาด 7 วันเงินสะพัดกว่า 1,050 ล้านบาท แนะรัฐ 'อย่าปล่อยจบแค่พิธีกรรม' ต้องต่อยอดลงทุนจริง เร่งแก้หนี้ครัวเรือน ลดต้นทุนธุรกิจ เชื่อม SMEs ไทยสู่ตลาดโลก

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยบทวิเคราะห์การประชุม IMF–World Bank 2026 “โอกาสของไทย หรือเพียงพิธีกรรม?” ว่า การประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกเป็นเวทีสำคัญในการประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก หารือความเสี่ยง และประสานแนวทางรับมือร่วมกัน ทั้งด้านเสถียรภาพทางการเงิน การเติบโตทางเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะ และการลดความยากจน ข้อมูลและข้อเสนอจากเวทีนี้ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย วางนโยบายและเตรียมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

นายอัทธ์ ระบุว่า สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางการพัฒนาประเทศต่อผู้เข้าร่วมที่คาดว่าจะมีมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศสมาชิก ครอบคลุมรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ประเทศไทยควรใช้เวทีนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เชื่อมโยงความร่วมมือ และนำเสนอโอกาสการลงทุนที่เป็นรูปธรรม

รัฐบาลไทยต้องทำให้เกิดผลจริง

นายอัทธ์ กล่าวว่า ประชาชนไทยควรให้ความสนใจการประชุม IMF และธนาคารโลก เพราะเป็นเวทีที่ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลกมาประเมินปัญหาและหารือแนวทางรับมือร่วมกัน ข้อมูลและข้อเสนอจากการประชุมสามารถนำมาประกอบการกำหนดนโยบายของไทย ทั้งการจ้างงาน รายได้ ค่าครองชีพ และโอกาสของผู้ประกอบการ

หากการประชุมชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว รัฐบาลไทยควรเตรียมมาตรการรักษาการจ้างงานและช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ หากราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น ควรเตรียมมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย และหากตลาดการเงินผันผวน ควรดูแลเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมช่วยให้ประชาชนและธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม ความสำเร็จของการประชุมจึงต้องวัดจากการนำผลการหารือไปปฏิบัติว่า สามารถรักษางาน ดูแลรายได้ ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด รัฐบาลควรกำหนดมาตรการ ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ประโยชน์จากเวทีระดับโลกส่งถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นายอัทธ์ ระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะสร้างเม็ดเงินสะพัดในช่วง 7 วัน รวมประมาณ 1,050 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุม โดยประเมินค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 10,000 บาทต่อคนต่อวัน แบ่งเป็นค่าที่พัก 5,000 บาท ค่าอาหารและเครื่องดื่ม 2,000 บาท ค่าเดินทางภายในประเทศ 1,000 บาท และการซื้อสินค้า ท่องเที่ยว รวมถึงบริการอื่น ๆ อีก 2,000 บาทต่อวัน

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายด้านที่พักมีสัดส่วนสูงที่สุด คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 525 ล้านบาทตลอด 7 วัน รองลงมาคือค่าอาหารและเครื่องดื่ม และการซื้อสินค้า ท่องเที่ยว และบริการอื่น ๆ รายการละ 210 ล้านบาท ขณะที่การเดินทางภายในประเทศสร้างเม็ดเงินประมาณ 105 ล้านบาท สะท้อนโอกาสในการกระจายรายได้สู่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการประชุม

ประเมินเงินสะพัด

ประเมินเงินสะพัด

IMF มองศก.ไทย เสถียรภาพยังแกร่ง แต่ยังมีแรงกดดัน

IMF ประเมินว่าไทยยังมีความเข้มแข็งด้านเสถียรภาพภายนอก โดยมีเงินสำรองระหว่างประเทศมาก อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญข้อจำกัดจากกำลังซื้อในประเทศที่หดตัว การเข้าถึงสินเชื่อยาก และความไม่แน่นอนด้านการค้า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.6% ขณะที่การประเมินของ IMF  ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9%

ความเสี่ยงที่ไทยต้องเฝ้าระวังแบ่งได้เป็น 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ อุปสรรคทางการค้า ราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งกระทบการส่งออก ต้นทุนการผลิต และการลงทุน ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่องของ SMEs การลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ และผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันยังไม่มาก

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นางคริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวที่สิงคโปร์ก่อนการประชุมประจำปี โดยเตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากพลังงานราคาแพง หนี้สาธารณะสูง และความเสี่ยงทางการเงินจากการลงทุนด้าน AI ที่กระจุกตัวและมีความคาดหวังต่อผลตอบแทนสูง สำหรับไทย คำเตือนดังกล่าวควรนำมาประกอบการวางนโยบาย เพื่อรับมือความผันผวนและเสริมความสามารถในการเติบโตระยะยาว

ของแพงขึ้น รายได้เสี่ยง ปากท้องคนไทยรับแรงกดดัน

สงครามการค้า ราคาพลังงาน และความผันผวนของค่าเงินเป็นประเด็นเศรษฐกิจที่ประชาชนควรติดตาม เพราะส่งผลต่อทั้งรายได้ ต้นทุนการประกอบธุรกิจ และค่าครองชีพ โดยแบ่งผลกระทบได้เป็น 3 ด้านคือ

1. สงครามการค้ากระทบรายได้: หากสินค้าส่งออกของไทยเผชิญภาษีหรือข้อจำกัดเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการแข่งขันได้ยากขึ้น คำสั่งซื้อและกำไรลดลง ส่งผลให้ลดกำลังการผลิต ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงาน กระทบรายได้ของแรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต

2. พลังงานแพงเพิ่มภาระรายจ่าย: ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มค่าเดินทาง ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิต ส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต หากผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าและบริการตามต้นทุน ประชาชนจะมีภาระค่าครองชีพสูงขึ้น

3. ค่าเงินผันผวนกระทบทั้งต้นทุนและรายได้: เงินบาทอ่อนทำให้สินค้านำเข้าและวัตถุดิบที่ซื้อด้วยเงินตราต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลต่อผู้บริโภคที่ต้องจ่ายมากขึ้น ส่วนเงินบาทแข็ง แม้ว่าช่วยลดต้นทุนการนำเข้า แต่รายได้จากการส่งออกลดลง ส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้แรงงาน

ศก.ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน

เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าหลายประเทศในอาเซียน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน IMF ระบุถึงการลงทุนต่ำ ผลิตภาพเติบโตช้า และสังคมสูงวัย ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อลดลง ส่วนธนาคารโลกชี้ถึงความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบของไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันและการลงทุน ดังนั้น ไทยควรเร่งแก้ไข 4 เรื่องสำคัญ

1. เพิ่มผลิตภาพและยกระดับทักษะแรงงาน: สนับสนุนให้แรงงานและผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่า และลดต้นทุนต่อหน่วย โดยให้ SMEs เข้าถึงเครื่องมือและการฝึกอบรมที่นำไปใช้ได้จริง

2. ส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อธุรกิจไทย: ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการในประเทศ เกิดการซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนจาก SMEs ไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนกระจายเป็นการสร้างงานและรายได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

3. แก้หนี้ครัวเรือน: เร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระ เพื่อให้ครัวเรือนมีรายได้เหลือสำหรับการดำรงชีพ และผู้ประกอบการสามารถรักษาการจ้างงานและลงทุนต่อได้

ทั้งนี้ นายอัทธ์ยังกล่าวว่า สำหรับมาตรการหลังการประชุม รัฐบาลควรจัดทำแผนติดตามผลที่ระบุโครงการ หน่วยงานรับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดอย่างชัดเจน โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่

  1. ติดตามการลงทุนให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การตัดสินใจลงทุน การขออนุญาต จนถึงการเปิดดำเนินกิจการ พร้อมแก้ไขอุปสรรคที่ทำให้โครงการล่าช้า

  2. เชื่อมการลงทุนกับคนและธุรกิจไทย ผ่านการจ้างแรงงานไทย การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการในประเทศ

  3. ยกระดับเกษตรและอาหารแปรรูป ด้วยเทคโนโลยี เงินทุน และการพัฒนามาตรฐาน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

  4. แก้หนี้ครัวเรือนและลดต้นทุนธุรกิจ สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพ และลดต้นทุนพลังงานกับโลจิสติกส์

  5. เปิดเผยผลลัพธ์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ โดยรายงานความคืบหน้าด้านการลงทุน การจ้างงาน คำสั่งซื้อ และรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงประโยชน์ที่กระจายไปถึงเกษตรกร แรงงาน และ SMEs

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ
ประชุมธนาคารโลกIMF

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ค้านสนั่น UPOV1991 ไม่เห็นด้วย 99% หวั่นเกษตรกรเสียสิทธิเมล็ดพันธุ์
ค้านสนั่น UPOV1991 ไม่เห็นด้วย 99% หวั่นเกษตรกรเสียสิทธิเมล็ดพันธุ์