News Logo
หน้าแรก
อึ้ง!คนไทยแบกหนี้บ้านละเกือบ 8 แสนบาท 'ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง' โตแรง

อึ้ง!คนไทยแบกหนี้บ้านละเกือบ 8 แสนบาท 'ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง' โตแรง

18 ก.ย. 2569 12:00
ผู้ชม 33 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเผยผลสำรวจปี 69 พบคนไทยแบกหนี้เฉลี่ย 794,945 บาทต่อครัวเรือน สูงสุดในรอบ 17 ปี หนี้บัตรเครดิตยังครองแชมป์ที่ 55.1% ส่วน “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” พุ่งแตะ 14.2% สะท้อนภาระหนี้เพื่อการบริโภคยังน่าห่วง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2569 ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะแม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและครัวเรือนที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง

การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7-13 กันยายน 2569 จำนวน 1,720 ตัวอย่าง โดยพบว่า 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีหนี้ ลดลงจาก 95.1% ในปี 2568 ขณะที่ 8.2% ไม่มีหนี้ อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 794,945.49 บาท จาก 740,596.94 บาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 7.3% โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ในระบบ 77.2% และหนี้นอกระบบ 22.8% ขณะที่ภาระผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ 21,935.31 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 8.11% จากปีก่อน

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ระดับหนี้เฉลี่ยดังกล่าวถือว่าสูงสุดตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเริ่มสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนในปี 2552 หรือ สูงสุดในรอบ 17 ปี สะท้อนว่าภาระหนี้ยังคงกดดันกำลังซื้อและสภาพคล่องของครัวเรือน แม้ในเชิงสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงก็ตาม หากพิจารณาลักษณะการก่อหนี้ พบว่า 72% ของกลุ่มตัวอย่างมีเฉพาะหนี้ในระบบ เพิ่มขึ้นจาก 50.9% ในปี 2568 ขณะที่ผู้มีเฉพาะหนี้นอกระบบลดลงเหลือ 5% จาก 15.4% และผู้ที่มีทั้งหนี้ในและนอกระบบลดลงเหลือ 23% จาก 33.7%

ประเภทหนี้ที่พบมากที่สุดในปี 2569 ได้แก่ หนี้บัตรเครดิต 55.1% รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค 45.8% สินเชื่อยานพาหนะ 41.9% สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ 33.6% และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 27.2% ขณะที่หนี้ Buy Now Pay Later หรือ BNPL อยู่ที่ 14.2% เพิ่มขึ้นจาก 6.2% ในปีก่อน สำหรับหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ส่วนใหญ่นำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค 23.6% ซื้อสินค้าคงทน 21.8% ซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 13.5% และนำไปชำระหนี้เดิม 12.1%

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้หรือยกระดับค่าจ้างมากที่สุด 20.7% รองลงมาคือการให้ความรู้ด้านการเงิน 17.7% ปรับปรุงระบบประกันสังคมหรือ Social Safety Net 16.3% และจัดโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ 15.4% ส่วนเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการมากที่สุด คือ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือปรับโครงสร้างค่าจ้าง 21.1% สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนให้ครบถ้วน 16.2% เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 15.8% และส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว 11%

นายธนวรรธน์ประเมินว่า หนี้ครัวเรือนทั้งระบบมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสภาพคล่องของครัวเรือนที่ยังเป็นอุปสรรค อย่างไรก็ตาม หาก GDP ไทยปี 2569 ขยายตัวได้ในกรณีฐาน 2.5% ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงจาก 85.9% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ประมาณ 84% ในไตรมาส 4 โดยหาก GDP โต 2% สัดส่วนจะอยู่ที่ 84.4% และหากโต 2.8% จะลดลงเหลือ 83.7%

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองว่า แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ยังไม่ควรตีความว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลาย เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ฐานะทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
หนี้ครัวเรือน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สมาพันธ์ SME ยื่นหนังสือถึง 'อนุทิน-เอกนิติ' ชงต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส
สมาพันธ์ SME ยื่นหนังสือถึง 'อนุทิน-เอกนิติ' ชงต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส