'แบงก์ชาติ' ยันไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตธธุรกิจ FOREX พร้อมร่วมมือ 'ดีเอสไอ' สอบ Payment Gateway หากพบทำผิดสั่งระงับแพลตฟอร์ม ชี้คนชวนเทรด FOREX เข้าข่ายความผิดพ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนมีโทษคุก 5-10 ปี
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ว่า น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงกรณีการประกอบธุรกิจให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FOREX) ที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ว่า ที่ผ่านมา ธปท. ไม่มีนโยบายในการให้ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจดังกล่าว ดังนั้น การประกอบธุรกิจ FOREX รวมถึงให้บริการรับ-ส่งเงินเพื่อชำระธุรกรรม FOREX ทั้งในและต่างประเทศ มีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทัั้งปรับทั้งจำ
น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า นอกจากนี้ บุคคล/นิติบุคคลที่โฆษณา ประกาศ หรือชักชวนประชาชนให้ลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน หรือเทรด FOREX จะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มีโทษจําคุก 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 – 1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตามระยะเวลาที่กระทำความผิด
น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจ Payment Gateway ปัจจุบันอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน พ.ศ.2560 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่รู้จักและบริหารจัดการความเสี่ยงของร้านค้าที่ตนให้บริการ (Know Your Merchant: KYM) โดยครอบคลุมการตรวจสอบคุณสมบัติของร้านค้าก่อนรับเข้าระบบ และต้องติดตามพฤติกรรมธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง หากพบร้านค้าที่มีพฤติกรรมผิดปกติหรือเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ระงับการให้บริการแก่ร้านค้าดังกล่าวทันที
น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า หาก ธปท. ตรวจพบว่าผู้ประกอบธุรกิจ Payment Gateway ละเลยหน้าที่ ธปท. มีอำนาจดำเนินการตามลำดับความรุนแรง โดยอาจสามารถสั่งระงับการให้บริการ สั่งปรับ หรือเสนอรัฐมนตรีใช้อำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 ได้
“ในกรณีที่เป็นกระแสข่าวเกี่ยวกับธุรกิจ FOREX ที่มาใช้ช่องทาง Payment Gateway นั้น ธปท. อยู่ระหว่างการร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อมูลเพื่อพิจารณาการประกอบธุรกิจว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดข้างต้นหรือไม่ โดยหากพบความผิด จะระงับการเข้าถึงเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มดังกล่าว และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”น.ส.ชญาวดีกล่าว
น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า สำหรับการรับชำระเงินผ่าน Alipay และ WeChat Pay นั้น ธปท. กำหนดให้ผู้ให้บริการชำระเงินภายใต้การกำกับทุกรายต้องให้บริการในสกุลเงินบาทเท่านั้น หากฝ่าฝืน ธปท. มีอำนาจสั่งให้แก้ไข และสั่งปรับตาม พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 รวมทั้งสั่งระงับการให้บริการ และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพิกถอนใบอนุญาต
น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า ทั้งนี้ กรณีการโอนเงินหยวนโดยตรงผ่าน QR Code แบบโอนเงินระหว่างบุคคล (P2P) ของ Alipay และ WeChat Pay นั้น ธุรกรรมจะเกิดขึ้นบนระบบของผู้ให้บริการต่างประเทศ ที่ผ่านมา หาก ธปท. ตรวจสอบพบการกระทำดังกล่าว ก็จะส่งต่อให้กับ Alipay และ WeChat Pay เพื่อระงับบัญชี โดย ธปท. ได้ประสานงานกับ Alipay และ WeChat Pay ให้ติดตามพฤติกรรมการใช้งาน และระงับบัญชีที่นำ QR Code โอนเงินส่วนตัวไปใช้รับชำระเงินเชิงพาณิชย์ด้วย จากข้อมูลที่ได้รับนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 มีการระงับบัญชีที่ใช้โอนเป็นเงินหยวนผ่าน QR Code แบบ P2P แล้วอย่างน้อย 5,000 บัญชี
"หากประชาชนพบเบาะแสการประกอบธุรกิจ FOREX ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ การใช้บัญชีธนาคารหรือบัญชี e-money เพื่อรับ-ส่งเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม FOREX หรือการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือร้านค้าที่รับชำระเงินด้วยเงินตราต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ธปท. หมายเลข 1213 โดย ธปท. จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ DSI เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป"น.ส.ชญาวดีกล่าว




