ผู้ว่าฯ ธปท. แจ้ง รมว. คลัง เตือนภัยเงินเฟ้อส่อพุ่งแตะเป้าหมายเร็วขึ้นจากพิษราคาน้ำมันโลก แนะต้องปรับนโยบายการเงินรับมือ ด้าน กนง.เฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. และประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ทำหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อชี้แจงสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่คาดว่าจะสูงขึ้นและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ
การแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันระหว่าง กนง. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่กำหนดให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 1-3% เป็นเป้าหมายระยะปานกลางสำหรับปี 2569 โดยมีเงื่อนไขให้ กนง. ต้องทำจดหมายเปิดผนึกหากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมา หรือประมาณการ 12 เดือนข้างหน้าเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย
ที่มาของการแจ้งเตือนเงินเฟ้อ
รายงานระบุว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเผยแพร่โดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ที่ร้อยละ -0.7 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ 2568 ถึงมกราคม 2569) อยู่ที่ร้อยละ -0.3 ซึ่งต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมาย นอกจากนี้ ในรายงานนโยบายการเงินไตรมาสที่ 4 ปี 2568 กนง. ยังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนข้างหน้า (กุมภาพันธ์ 2569 ถึงมกราคม 2570) จะยังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย จึงเป็นที่มาของการชี้แจงในครั้งนี้
สามประเด็นหลักในการชี้แจงของ กนง.
กนง. ได้ชี้แจงในสามประเด็นหลัก ได้แก่ สาเหตุของเงินเฟ้อที่ต่ำในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา, แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าและเวลาที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย, และการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย
สาเหตุของเงินเฟ้อที่ต่ำในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าหมายหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะหมวดพลังงานและอาหารสด ราคาพลังงานลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เฉลี่ย 68 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (จาก 80 ดอลลาร์ฯ ในช่วงก่อนหน้า) และมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐผ่านการลดค่าไฟฟ้า ขณะที่ราคาอาหารสดลดลงจากการที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่ดี รวมถึงผลจากฐานที่สูงในปีที่แล้ว อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวกเฉลี่ยที่ร้อยละ 0.8 ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่อยู่ในระดับต่ำ การแข่งขันที่สูงขึ้นจากสินค้านำเข้าราคาถูก และแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่จำกัดจากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ กนง. ย้ำว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าหมายนี้ไม่ได้สะท้อนภาวะเงินฝืด เนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ใช่พลังงานและอาหารสดยังไม่ลดลงต่อเนื่องในวงกว้าง อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสาธารณชนยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย
แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าและระยะเวลาที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย: ก่อนหน้านี้ ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้ รวมถึงอาจเกิดการหยุดชะงักในภาคการผลิต การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้เร็วกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม กนง. เน้นย้ำว่าผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อยังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้ง ท่าทีการตอบโต้ของประเทศเศรษฐกิจหลัก และมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของภาครัฐ กนง. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลให้อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป
การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง: ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) กนง. มุ่งดูแลเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่ไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพและเสถียรภาพระบบการเงิน ตั้งแต่ปลายปี 2567 กนง. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 6 ครั้ง เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและเงินเฟ้อที่มีความเสี่ยงด้านต่ำ ในการประชุม กนง. ล่าสุด อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ มาก และใกล้เคียงกับช่วงวิกฤต COVID-19 กนง. มองว่าระดับนี้มีความผ่อนคลายเพียงพอและสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลางและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นระดับที่ไม่ต่ำจนเกินไปในการรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้นภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า กนง. จะยังคงติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป





