กระทรวงการคลังชงช่วย 5 กลุ่มรับผลกระทบเลิกเพดานคุมราคาดีเซล นักวิชาการชี้ส่งสัญญาณให้ประชาชน-ธุรกิจปรับตัว-เชื่อไม่ปล่อยให้ขึ้นโหดทะลุลิตรละ 50 บาท
สำนักข่าว Next News รายงานว่า จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะยกเลิกเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซล จากปัจจุบันตรึงไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร และราคาน้ำมันดีเซลขณะนี้อยู่ที่ 32.94 บาท/ลิตรแล้ว โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยอุดหนุนประมาณ 20 บาท/ลิตร ดังนั้นหากมีการปล่อยเสรีราคาน้ำมันตามกลไกตลาดอยางเต็มที่ราคาน้ำมันดีเซลจะทะลุเกิน 50 บาท/ลิตร
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกลุ่ม ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน 13.4 ล้านคน โดยจะเติมวงเงินให้นำไปใช้จ่ายลดค่าครองชีพจากปัจจุบันได้รับเดือนละ 300 บาท
2.กลุ่มภาคขนส่งสาธารณะ แบ่งเป็นรถบรรทุก 360,000 ราย และรถโดยสารสาธารณะ 30,000 ราย โดยจะแจกคูปอง หรือบัตรเติมน้ำมัน รวมถึงการโอนเงินสดเข้าบัญชีพร้อมเพย์ให้ผู้ขับขี่ที่เป็นเจ้าของรถเอง
3.กลุ่มเกษตรกรและประมง โดยจะจัดหาปุ๋ยราคาถูกให้แก่เกษตรกร และส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก ส่วนเกษตรกรที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะได้รับความช่วยเหลือในกลุ่มเปราะบางควบคู่ไปด้วย ส่วนชาวประมงจะให้ชาวประมงเปลี่ยนจากใช้น้ำมันเขียว มาเป็นบี20 ราคาถูกกว่าตลาดลิตรละ 5 บาท
4.กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการของรัฐ จะเพิ่มค่าเค หรือค่าดัชนีราคาที่ใช้คำนวณค่างานก่อสร้าง เพื่อชดเชยต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น
5.ภาคอุตสาหกรรมและบริการ จะเข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่อง โดยจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน เพื่อประคองให้ผู้ประกอบการเดินต่อไปได้
ทั้งนี้ บางมาตรการอาจต้องใช้งบกลางฯดังนั้นต้องรอให้รัฐบาลใหม่แถลงนโยบายต่อสภาก่อน เพื่อจะได้มีอำนาจเต็มในการเข้าบริหารประเทศ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลส่งสัญญาณเลิกคุมเพดานราคาน้ำมันดีเซล ว่า รัฐบาล ส่งสัญญาณว่าไม่มีเพดาน แต่ก็ไม่ได้บอกว่ามันจะเต็มที่ถึงลิตรละ 40 บาท การที่รัฐบาลพูดว่าเขาจะลอยตัวไปตามกลไกราคา หมาย ถึงว่าการไม่มีเพดานนั้น รัฐบาลไม่ได้สัญญากับประชาชนไว้ ไม่อย่างนั้น จะกลายเป็นประเด็นถูกกดดัน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าตามกลไกตลาด ราคาน้ำมันต้องวิ่งไปถึง 100 บาทต่อลิตร ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะ ไม่เข้าไปชดเชยเลย แต่รัฐบาลจะไม่สามารถบอกได้ว่าราคาน้ำมันจะไปสุดที่เท่าไร ก็ปล่อยไปตามสถานการณ์ ซึ่งตรงจุดนี้ ก็เป็นการบอกให้ภาคประชาชน และภาคสังคม ได้เข้าใจว่าเราอาจจะเจอ สถานการณ์ราคาน้ำมันที่เป็นไปตามราคาตลาดโลก แต่เท่าที่ฟังมี หน่วยงานภาครัฐบางแห่งบอกว่าจะพยายามตรึงไว้ที่ 33 บาทให้นานที่สุด
"การส่งสัญญาณเลิกเพดานคุมราคาเพื่อให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจจะได้ปรับตัวได้ แน่นอนว่าพอถึง 33 บาท อาจจะค่อยๆ ปรับไป แล้วไปตรึงอยู่ที่ราคานั้นนานระดับหนึ่ง แต่ถ้าราคาน้ำมันตลาดโลกสูงนานมาก และต้องขยับขึ้น รัฐบาลก็ อาจจำเป็นต้องขยับขึ้นอาจจะเป็นเพดานที่เคยตรึงเมื่อครั้งเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ 35 บาท อย่างไรก็ตามหากจะต้องปรับ เป็น 37 บาท หรือขึ้นไปถึง 40 บาท ก็ต้องแล้วแต่สถานการณ์ แต่รัฐบาล คงไม่ปล่อยเต็มที่ 50 บาท จากข้อมูลเบื้องต้นที่ทราบไม่น่าจะถึง ขนาดนั้น แต่แน่นอนว่ากระทบ กระเทือนเศรษฐกิจไทยแน่ ๆ" นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ยิ่งน้ำมันแพง คนไทยก็จะมีอำนาจซื้อลดลง เพราะต้องเสียเงินมากขึ้นในการเติมน้ำมัน แล้วที่สำคัญคือมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง แล้วจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ เพราะฉนั้น ผมคิดว่ารัฐบาลคง พยายามดูแลราคาพลังงานให้เหมาะ ไม่ให้กระเทือนเศรษฐกิจมากเกินไป
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องไปช่วยกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มต่างๆ รัฐบาลคงจะพยายามลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจให้มากที่สุด ส่วนกองทุนฯน้ำมันตอนนี้ก็ติดลบแล้ว แต่เชื่อว่ากองทุนน้ำมันฯคงไม่ได้หยุดชดเชยทั้งหมด อาจจะชดเชยบางส่วน แต่ราคาน้ำมันคงไม่ต่ำเกินไป แต่จะค่อยๆ ปรับขึ้น ภาคประชาชน และภาค ธุรกิจ ก็จะใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามาก ขึ้น




