News Logo
หน้าแรก
วิทัย รัตนากร : ภารกิจธปท. สงครามตะวันออกกลาง กระทบไทยหนักแค่ไหน?

วิทัย รัตนากร : ภารกิจธปท. สงครามตะวันออกกลาง กระทบไทยหนักแค่ไหน?

3 มี.ค. 2569 09:42
ผู้ชม 32 คน

"...ถ้าราคาน้ำมันขึ้นรุนแรงและต่อเนื่อง กระทบแน่นอน ถ้าน้ำมันขึ้น 10-20 เหรียญต่อบาร์เรล วันนี้ก็ขึ้น 6-7 เหรียญแล้ว ถ้าขึ้นทีละ 10 เหรียญต่อบาร์เรล ก็จะมีผลกระทบต่อจีดีพี 0.1-0.15%..."

หมายเหตุ สำนักข่าว Next News : เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ในรายการ "ทำไม" ทางช่อง NBT ว่า เรื่องสงครามตะวันออกกลาง สหรัฐ อิสราเอลกับอิหร่าน กระทบเศรษฐกิจไทยหนักแค่ไหนนั้น ต้องค่อย ๆ ประเมินสถานการณ์ สงครามเพิ่งเกิด ตลาดเงินทั่วโลกเปิดมาฝุ่นตลบ มีความผันผวนมาก ก่อนหน้านี้ในการประชุม กนง. ล่าสุด เราเห็นความเสี่ยงเรื่องนี้ แต่เราคิดว่าถ้าจะสู้รบ อาจเหมือนปีที่แล้วที่รบกัน 12 วัน เป็นการสู้โดยตรงระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล แต่คราวนี้แตกต่างกัน ดูเหมือนมีความรุนแรงและกว้างขวางกว่า นอกจากบอมบ์อิหร่านรุนแรงแล้ว ผู้บริหารสูงสุดอิหร่านถูกสังหาร อิหร่านก็ตอบโต้หลายประเทศในภูมิภาค อาจไม่ได้คาดการณ์มาก่อน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ มีผลมาก น้ำมันจากอ่าว 20% ของโลกต้องผ่านช่องแคบ ถ้าปิดมีผลกระทบแน่นอน ผลกระทบใหญ่โตกว่าที่ประมาณไว้

"ถ้าราคาน้ำมันขึ้นรุนแรงและต่อเนื่อง กระทบแน่นอน ถ้าน้ำมันขึ้น 10-20 เหรียญต่อบาร์เรล วันนี้ก็ขึ้น 6-7 เหรียญแล้ว ถ้าขึ้นทีละ 10 เหรียญต่อบาร์เรล ก็จะมีผลกระทบต่อจีดีพี 0.1-0.15%"

นายวิทัย รัตนากร ยังระบุว่า เรื่องจีดีพีอาจจะมีผลกระทบตรง ๆ จำกัด แต่สิ่งที่จะกระทบมากกว่าคือเงินเฟ้อ เพราะน้ำมันมีสัดส่วนอยู่ในตะกร้าในการคำนวณเงินเฟ้ออยู่ที่ 13% ถ้าขึ้น 10 เหรียญต่อบาร์เรลเฉลี่ยทั้งปี จะมีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่ม 0.4-0.5% ได้

"ถ้าราคาน้ำมันขึ้นนานมาก อาจส่งผลกระทบต่อซัพพลายน้ำมันทั่วโลก จะเกิดการขาดแคลน แต่ละประเทศต้องหาแหล่งน้ำมันใหม่ ประเทศในเอเชียใช้จากแหล่งนี้เยอะ ทั้งไทย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไทยใช้น้ำมัน 60% นำเข้าจากยูเออี และซาอุฯ ต้องใช้ผ่านช่องทางนี้ ยิ่งน้ำมันขึ้นมากมีผลต่อจีดีพีลดลง เงินเฟ้อสูงขึ้น ถ้าอยู่ต่อเนื่องยาว ๆ กระทบต่อซัพพลาย ต้องหาแหล่งน้ำมันอื่นมาชดเชย"

นายวิทัย กล่าวต่อว่า "ส่วนเรื่องการลดดอกเบี้ยนโยบาย เราเห็นว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว แต่จีดีพีเพิ่งเติบโตไตรมาสเดียว คือไตรมาส 4 ของปี 2568 บางส่วนมาจากการกระตุ้นระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส มาตรการเร่งซื้อรถอีวี ที่มาตรการภาษีจะหมด เราดีใจเศรษฐกิจดีขึ้น เราก็อยากเข้าไปประคองให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้เห็นการเติบโตจริง ๆ ในระยะยาว"

"ศักยภาพของไทยในการเติบโตจริง ๆ หากเอาทรัพยากรทั้งหมดใส่ลงไป เราคำนวณคร่าว ๆ น่าจะโตสูงสุดได้ประมาณ 2.7% ปีนี้เราเชื่อว่าเศรษฐกิจน่าจะอยู่ที่ 1.9% ก่อนเกิดเหตุอิหร่าน ยังมีส่วนต่างระหว่าง 1.9% กับ 2.7% การใช้นโยบายการเงินมีส่วนเข้าไปช่วยประคองได้ อีกข้างหนึ่ง มันก็จะมีส่วนช่วยเงินเฟ้อให้กลับไปอยู่ในเป้าหมายระยะยาวมากขึ้น มีส่วนช่วยลดความผันผวนค่าเงินที่มีแนวโน้มแข็งต่อเนื่อง มีส่วนช่วยธนาคารพาณิชย์น่าจะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น พอดอกเบี้ยนโยบายต่ำลงเหลือ 1% ต้นทุนเงินฝากของแบงก์น่าจะสูงกว่า 1% เขาน่าจะมีแรงกดดันให้ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น"

ส่วนคำถามเรื่องบทบาท ธปท. เปลี่ยนไป เดิมจะเน้นเสถียรภาพ

นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับบทบาทของแบงก์ชาติตอนนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่เมื่อก่อนบริบทต่างกัน เดิมมีความเสี่ยงแบบหนึ่ง ตอนนี้มีความเสี่ยงอีกแบบหนึ่ง เราเห็นความเสี่ยงว่าดูเสถียรภาพอย่างเดียวอาจไม่เหมาะแล้ว เพราะศักยภาพเศรษฐกิจมันโตต่ำลงมาเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่เข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว จีดีพีจะลงมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค รายได้คนลดลงเรื่อย ๆ เศรษฐกิจโตลดลงเรื่อย ๆ หนี้สินครัวเรือนมากขึ้นเรื่อย ๆ รายได้ไม่พอก็ต้องไปกู้ ความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เอสเอ็มอีปิดกิจการ กู้เงินไม่ได้ จะกระทบต่อเสถียรภาพระยะยาว

"เราไม่ได้มีหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เรายึดโยงรักษาภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว แต่เราเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เชื่อว่าถ้าแก้ได้ ระยะยาวเศรษฐกิจจะเติบโตได้"

"เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุมเร้ารอบตัวเราเอง ตัดเรื่องผันผวนปัจจัยภายนอก เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า แต่ในประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย หนี้ครัวเรือน 87% ก็กัดกร่อน ไม่สามารถทำให้คนบริโภคได้ ธุรกิจก็ไม่ลงทุน ปัญหาการขาดขีดความสามารถการแข่งขัน เราส่งออกสู้คนอื่นไม่ได้ เราหยุดลงทุนมานาน ตั้งแต่ปี 2535 เราแทบไม่ได้ลงทุนเลย เราลงทุนน้อยมาก"

"ขีดความสามารถลดลง หนี้ครัวเรือนเยอะ สินเชื่อติดลบ สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่อง 14 ไตรมาส ถ้าสินเชื่อติดลบก็ลงทุนไม่ได้ ปริมาณเงินก็ไม่มี ต้องชักจูงไปกระตุ้นสถาบันการเงินช่วยปล่อยสินเชื่อ แต่ต้องยอมรับว่าต้นทุนความเสี่ยงสูงจริง ๆ เอสเอ็มอีมีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 9% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ 2-3%"

นายวิทัย ยังตอบคำถามเรื่องทุนเทา ธุรกิจใต้ดินว่า ธุรกิจนอกระบบ กัดกร่อนเศรษฐกิจจริงๆ โยงไปสู่ปัญหาคอร์รัปชัน กัดกร่อนประเทศไทย รวมถึงเรื่องค่าบาทแข็ง การเทรดทองเราก็ไปแก้ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ดันค่าบาทแข็งค่าเกินจริง

"ปัญหาเชิงโครงสร้างมีผลโดยตรง ทำให้จีดีพีโตลงมาเรื่อยๆ ธปท.ต้องเปลี่ยนการใช้นโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียว เป็นเครื่องมือนโยบายทางการเงินใช้ผ่านดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยนโยบายไปแก้ปัญหาขีดความสามารถการแข่งขัน ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ จึงต้องให้ความสำคัญแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยมาตรการเฉพาะจุด"

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

นายวิทัย กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการแก้หนี้ จะต้องทำให้เศรษฐกิจโต รายได้จะกระจายไป หนี้ที่มีก็จะชำระได้ ไม่มีหนี้เสีย ถ้ารายได้โตมากกว่ารายจ่าย ก็ไม่ต้องกู้เพิ่ม ดอกเบี้ยลดลง ลูกหนี้จ่ายหนี้เท่าเดิมแต่ตัดต้นมากขึ้น โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ให้ลูกหนี้เสียต่ำกว่า 1 แสนบาท กว่า 1 ล้านคน ถ้าทำให้ 5 แสนคนกลับมาเป็นปกติได้ก็จะช่วยได้มาก ต้องทำไปเรื่อยๆ ต้องทำโครงการหนี้ครัวเรือนไปเรื่อยๆ

ส่วนเรื่องเอสเอ็มอี ที่กู้เงินยากและเสียดอกเบี้ยแพงนั้น เราต้องเข้าไปผลักดันให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น เช่น เวอร์ชวลแบงก์จะเริ่มปีนี้ 3 ราย จะช่วยกลุ่มเล็กๆ แต่ระหว่างทางอาจใช้มาตรการควบคุมเรื่องค่าธรรมเนียม จัดระเบียบบางตัวที่แตกต่างกันมากระหว่างแบงก์ จะเริ่ม 10-15 รายการ เชื่อว่าในสองเดือนนี้จะเสร็จ

"ส่วนเรื่องทุนเทา ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาเราพยายามปิดทุนเทา เป็นเรื่องเดือดร้อน กัดกร่อนเศรษฐกิจ เชื่อมโยงคอร์รัปชัน ตอนเลือกตั้งให้แบงก์รายงานการถอนเงินผิดปกติ ต่อมายอดถอนผิดปกติลดลง กลางเดือนนี้ การเบิกเงินสดมากกว่า 5 ล้านบาท ต้องถูกสอบถามเข้มงวดว่าเอาไปทำอะไร ต้องตรวจสอบ รวมทั้ง เงินที่เข้าไทยเกิน 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ ต้องตรวจสอบที่มา หรือแลกเงินดอลลาร์ เมื่อก่อน 4-5 ล้านดอลลาร์แลกได้ ตอนนี้มีลิมิตเหลือ 8 แสนดอลลาร์"

นายวิทัย ยังระบุด้วยว่า สำหรับเรื่องค่าบาทแข็ง ส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานของเรา เราเกินดุลเดินสะพัดสูงมาก อีกส่วนเป็นเทรนด์ของโลก สหรัฐตั้งใจให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อน อีกส่วนหนึ่งมาจากการเทรดทอง บางครั้งซื้อทั้งเดือน แต่เวลาขายพร้อมกันในเวลาทองขึ้น ขายทองผ่านแอป ร้านทองขายดอลลาร์ไปซื้อเงินบาทไปเพิ่มแข็งค่า เราเริ่มจัดระเบียบ 1 มีนาคม การซื้อทองผ่านแอปเป็นเงินบาท จำกัดห้ามเกิน 50 ล้านบาท รายย่อยไม่กระทบ

ผู้ว่า ธปท. ยังย้ำว่า "เรื่องทุนเทาทำเต็มที่ เพื่อให้เศรษฐกิจเข้าสู่ระบบ แก้ปัญหาคอร์รัปชันด้วย"

"การทำงาน ธปท. เราร่วมกับทุกหน่วยงานเต็มที่ รัฐบาลด้วยกันเต็มที่ เอกชน หอการค้า สภาอุตฯ แต่เรามีความเป็นอิสระ ไม่ใช่เราต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง เรื่องการตัดสินใจดอกเบี้ยนโยบายการเงิน เราไม่ฟังใคร เรามีข้อมูลที่เหมาะสมของเรา แต่ยินดีร่วมทำงานกับทุกฝ่าย อย่างที่ว่า วิเคราะห์อย่างเดียวไม่แก้ปัญหา ต้องลงมือทำ ต้องร่วมกันทำงานการแก้ค่าบาทแข็งและทุนเทา หากมีคนไม่พอใจจะขว้างก้อนหินใส่ผม คงไม่ใช่คนปกติ เพราะผมทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน"

"แบงก์ชาติเรามีคำขวัญว่า 'ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน' เข้าไปมีส่วนช่วยดูเศรษฐกิจของประเทศ ดูแลประชาชน แม้เราดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่ต้องเข้าใจประชาชน" ผู้ว่า ธปท. ระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
สงครามตะวันออกกลาง
ธนาคารแห่งประเทศไทย
สงครามตะวันออกกลางกระทบไทยแค่ไหน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เรือด่วน' ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท เริ่ม 7 เม.ย. เหตุดีเซลพุ่งไม่หยุด
'เรือด่วน' ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท เริ่ม 7 เม.ย. เหตุดีเซลพุ่งไม่หยุด