News Logo
หน้าแรก
การซื้อหุ้นทรูจากเทเลนอร์-เอไอเอสรุกธุรกิจธนาคารดิจิทัลส่อผูกขาด

การซื้อหุ้นทรูจากเทเลนอร์-เอไอเอสรุกธุรกิจธนาคารดิจิทัลส่อผูกขาด

4 ก.พ. 2569 16:54
ผู้ชม 139 คน

สภาผู้บริโภคจี้ กสทช. ชี้แจงกรณี “อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป” เข้าซื้อหุ้นทรูจากเทเลนอร์ และเอไอเอสเดินหน้าธุรกิจธนาคารดิจิทัล ปล่อยธุรกิจโทรคมนาคมไทย ยุคผูกขาดข้ามตลาด เข้าถึงข้อมูลผู้บริโภคเต็มรูปแบบ เสี่ยงถูกเอาเปรียบ

 น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่ม อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป เข้าซื้อหุ้น “ทรู” จากกลุ่มเทเลนอร์ ทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมไทยเหลือผู้เล่นเพียง 2 รายอย่างชัดเจน และทั้งทรูและเอไอเอส มีการขยายธุรกิจเข้าสู่การเงิน โดยยื่นขอใบอนุญาตธนาคารไร้สาขา หรือธนาคารดิจิทัล ซึ่งการขยายธุรกิจข้ามอุตสาหกรรมเป็นเรื่องใหญ่ แต่ยังไม่เห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะมีมติหรือเงื่อนไขกำกับดูแลอย่างไร รวมถึงจะมีการศึกษาผลกระทบต่อผู้บริโภครองรับหรือไม่

“สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการเหลือผู้เล่นเพียง 2 ราย คือทิศทางโทรคมนาคมกำลังมุ่งสู่การควบรวมแบบข้ามตลาด เนื่องจากผู้ประกอบการได้ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งโครงข่าย การเงิน ดาต้าเซ็นเตอร์ การเป็นผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ต่างมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลและดาต้าปริมาณมหาศาล กสทช.ในฐานะผู้กำกับดูแลต้องออกมาชี้แจงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น” น.ส.สุภิญญา กล่าว

สำหรับผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคและประเด็นที่น่ากังวล คือความเสี่ยงด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากการที่ค่ายมือถือควบคุมทั้งโครงข่ายและธนาคารดิจิทัลอาจทำให้เกิดการใช้ข้อมูลข้ามธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรมหรือการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งการถอนตัวของกลุ่มทุนยุโรปของเทเลนอร์ในตลาดประเทศไทย จึงทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลที่เคยอ้างอิงจากประเทศยุโรปว่าจะลดลงหรือไม่

“ข้อมูลผู้บริโภคกำลังกลายเป็นต้นทุนทางอำนาจที่สำคัญที่สุด หากค่ายมือถือควบคุมทั้งโครงข่าย แอป ธนาคาร และแพลตฟอร์ม ย่อมเกิดความเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติ การกีดกันคู่แข่ง และการใช้ข้อมูลข้ามธุรกิจ ใครมีดาต้ามากกว่าย่อมได้เปรียบ แล้วใครจะคุ้มครองข้อมูลของประชาชน” ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค ระบุ

ทั้งนี้ ภายหลังการควบรวมทรูและดีแทค ธุรกิจโทรคมนาคมไทยเข้าสู่การผูกขาด แม้จะมีการแยกให้บริการเป็นค่ายทรูและดีแทค ทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก ตลาดเข้าสู่การแข่งขันแบบรายใหญ่ผูกขาดเพียงสองรายหรือ ดูโอโพลี (Duopoly) ทั้งหมดยังมีผลกระทบให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่ทำธุรกิจในกลุ่มเดียวกันแข่งขันได้ยากลำบากมากขึ้น

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา กสทช. ได้มีมติรับทราบการควบรวมมากว่าสองปีครึ่ง พร้อมกำหนดมาตรการแยกบริการและการเยียวยา แต่ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏผลการศึกษาที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง “เอกชนได้สิ่งที่ต้องการไปแล้ว ทั้งควบรวมและจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้น แต่ยังไม่เห็นคำอธิบายชัดเจนว่าผู้บริโภคได้อะไร และ กสทช. ยังสามารถกำกับดูแลผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด” น.ส.สุภิญญา กล่าว

นอกจากนี้ ปัญหาการผูกขาดในกิจการโทรคมนาคม ไม่ใช่อยู่ที่เรื่องราคาและสัญญาณโทรศัพท์เท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล การเงิน และบริการดิจิทัลในชีวิตประจำวันทั้งหมดของคนไทย ถือเป็นโจทย์สำคัญที่พรรคการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่ต้องร่วมกันกำหนดทิศทางและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มข้นมากขึ้น

ควรระวังการควบรวมข้ามตลาด

ผศ.พรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่บริษัทโทรคมนาคมในประเทศไทยเริ่มขยายขอบเขตธุรกิจไปยังภาคส่วนอื่นๆ เช่น บริการทางการเงิน ดาต้า เซ็นเตอร์ คลาวด์ และเอไอ โดยขยายตัวในลักษณะนี้ไม่ใช่การควบรวมในแนวตั้งหรือแนวนอนตามที่เคยเป็นมา แต่จัดเป็น การควบรวมข้ามตลาด (Conglomerate Merger)

 

นั่นคือ การขยายไปสู่อุตสาหกรรมที่ต่างออกไป เพื่อเปลี่ยนจากบริษัทโทรคมนาคมไปเป็นบริษัทเทคโนโลยี (Tech Company) เนื่องจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเดิมเริ่มอิ่มตัว และมีกำไร (Margin) น้อยลง บริษัทจึงต้องสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและล็อกผู้บริโภคไว้ในระบบนิเวศของตนเองผ่านบริการที่ครบวงจร รวมถึงการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล (ดาต้า) มหาศาลที่มีอยู่ในมือ

 

สำหรับข้อกังวลและผลกระทบต่อผู้บริโภค แม้การขยายธุรกิจจะเป็นเสรีภาพ แต่อาจารย์พรเทพ ชี้ให้เห็นว่าการที่กลุ่มทุนใหญ่ข้ามไปทำธุรกิจในหลายตลาด อาจนำไปสู่การแข่งขันที่อ่อนตัวลง เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่จะหลีกเลี่ยงสงครามราคาในทุกสนามเพื่อรักษาผลกำไร นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อการเกิดกำแพงการแข่งขันที่ทำให้รายย่อยหรือคู่แข่งรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคถูกขังอยู่ในแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้ว

 

ข้อแนะนำต่อหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและปกป้องผู้บริโภคนั้น ควรดำเนินการทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน จากในปัจจุบันการกำกับดูแลแยกส่วนกัน เช่น กสทช. ดูแลโทรคมนาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย ดูแลการเงิน และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดูแลพลังงาน ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของการควบรวมข้ามตลาด โดยหน่วยงานเหล่านี้ต้องประสานงานกันมากขึ้น

 

ประเด็นต่อมา การมุ่งบทบาทเชิงรุกของ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) โดยต้องเข้ามามีบทบาทหลักในการตรวจสอบผลกระทบในภาพรวมตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า อีกทั้งรัฐควรเร่งศึกษาตลาด เพื่อประเมินว่าพื้นที่หรือบริการใดที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากการครอบงำตลาดในอนาคต

 

รวมถึงจัดทำมาตรการเยียวยาก่อนการควบรวม โดยควรนำมาตรฐานสากลจากยุโรปหรืออเมริกามาใช้ เช่น การกำหนดให้บริษัทต้องยื่นขออนุญาตรวมธุรกิจล่วงหน้า และหากพบความเสี่ยง รัฐอาจสั่งให้มีการขายสินทรัพย์บางส่วนออกไปเพื่อรักษาโครงสร้างการแข่งขัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เรือด่วน' ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท เริ่ม 7 เม.ย. เหตุดีเซลพุ่งไม่หยุด
'เรือด่วน' ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท เริ่ม 7 เม.ย. เหตุดีเซลพุ่งไม่หยุด