News Logo
หน้าแรก
แนะแบงก์ชาติ-ก.ล.ต.เข้มงวด โรงไฟฟ้าหงสาปล่อยมลพิษข้ามแดน

แนะแบงก์ชาติ-ก.ล.ต.เข้มงวด โรงไฟฟ้าหงสาปล่อยมลพิษข้ามแดน

31 ม.ค. 2569 18:10
ผู้ชม 126 คน

กสม.เสนอแนะให้แบงก์ชาติ และ ก.ล.ต. พิจารณามาตรการให้เอกชนที่ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าหงสา สปป.ลาวไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก รวมถึงให้ธนาคารยึดนโยบายสินเชื่อที่ยั่งยืน หลังพบว่าการผลิตไฟฟ้าสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน โดยเฉพาะมลพิษอากาศต่อคน จ.น่าน และใกล้เคียง 

นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม.ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน หรือ ETOs Watch Coalition ที่ยื่นให้ตรวจสอบโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสา สปป.ลาว พบว่าการดำเนินโครงการนี้มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประชาชนใน จ.น่าน และพื้นที่ใกล้เคียง 

ประเด็นต่อมา บริษัทไทย 2 แห่ง ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่รับซื้อไฟฟ้า กำกับดูแลการเดินเครื่องและบำรุงรักษา เป็นโครงการลงทุนข้ามพรมแดนที่มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งบริษัททั้งสองต้องใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เข้มงวดกว่าตามมาตรฐานสูงสุดระหว่างกฎหมายในประเทศและของลาว เพื่อไม่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามแดน 

โครงการนี้มีธนาคารพาณิชย์ของไทย 9 แห่งเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อก่อนปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มกำหนดแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ และก่อนการออกหลักการธนาคารเพื่อความยั่งยืนอย่างเป็นทางการของ ธปท. โดยในปี 2566 บริษัททั้งสองได้นำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) และการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) ไปปรับใช้ในเชิงภาพรวมของบริษัทโดยสมัครใจ 

กสม.จึงเสนอแนะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาใช้มาตรการให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่ให้สินเชื่อลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าฯ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กำหนดนโยบายสินเชื่อที่ยั่งยืนแบบผูกพันทางกฎหมาย โดยออกหลักเกณฑ์ให้มีนโยบายระงับหรือถอนสินเชื่อเนื่องจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ แก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น 

นอกจากนั้น กำหนดให้การปล่อยสินเชื่อแก่โครงการลงทุนข้ามพรมแดนที่มีความเสี่ยงสูง ต้องทบทวนหรือปรับปรุงกระบวนการ HRDD ของลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ มีช่องทางการรับข้อร้องเรียน และต้องรายงานการเยียวยาต่อ ธปท.

ขณะเดียวกัน เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำกับดูแลบริษัทไทยทั้งสองแห่งให้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกในรายงานความยั่งยืน และแบบ 56-1 One Report เกี่ยวกับความเสี่ยงและแนวทางการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนที่ครอบคลุมถึงพื้นที่ จ.น่าน รวมถึงดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน เพื่อความโปร่งใสต่อผู้ลงทุน และผู้มีส่วนได้เสีย

ทั้งนี้ การไม่จัดทำ HRDD และไม่เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดผลกระทบเชิงลบเป็นรายโครงการ โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าหงสาที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย อาจเป็นการขาดความโปร่งใสอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งรัฐไทยต้องรับผิดชอบและกำกับดูแลให้บริษัททั้งสองที่ไปลงทุนในลาวต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ไม่ก่อมลพิษข้ามพรมแดน และละเมิดสิทธิในสุขภาพของประชาชน 


กสม.ได้มีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ดังนี้

1) ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ เร่งจัดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติมในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสะสมของมลพิษ และให้มีคณะกรรมการร่วมตรวจสอบข้อมูล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ นักวิชาการท้องถิ่น และตัวแทนชุมชนร่วมสังเกตการณ์การเก็บตัวอย่าง การสอบเทียบเครื่องมือ และการรับรองความถูกต้องของข้อมูล 

2) ให้กระทรวงสาธารณสุข และกรมควบคุมโรค พัฒนากลไกการเฝ้าระวัง ป้องกัน และการรายงานอุบัติการณ์ของโรคจากพิษปรอทอย่างเป็นระบบในพื้นที่ จ.น่าน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจสัมผัสสารปรอทจากมลพิษในสิ่งแวดล้อมจากโครงการโรงไฟฟ้าฯ 

ขณะเดียวกัน พิจารณาเพิ่มโรคจากพิษปรอทเป็นโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญามินามาตะที่ประเทศไทยเป็นภาคี

3) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน และกรมวิชาการเกษตร ตรวจสอบและเฝ้าระวังพันธุ์พืชและคุณภาพดินในพื้นที่ จ.น่าน ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้า หรือผลกระทบจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ และ อ.ทุ่งช้าง และรายงานให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบ

4) ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เร่งรัดรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกลไกศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินธุรกิจตามแนวปฏิบัติสำหรับบรรษัทข้ามชาติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม กสม.รับเรื่องร้องเรียนจาก ETOs Watch Coalition เมื่อเดือน มิ.ย. 2566 ว่า ประชาชนในพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ได้รับผลกระทบด้านมลพิษจากการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสา ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหงสาและเมืองเงิน แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ห่างจาก จ.น่าน 34 กิโลเมตร 

โครงการนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทเอกชนสัญชาติไทย 2 บริษัท กับรัฐวิสาหกิจลาวโฮลดิ้ง โดยมีธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย 9 แห่ง เป็นผู้สนับสนุนทุน 


ETOs Watch Coalition ยกตัวอย่างผลกระทบว่า การดำเนินโครงการนี้สร้างมลพิษต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่หลายหมู่บ้าน เช่น มีหมอกควันดำ ฝุ่น PM2.5 ใบข้าวไหม้ ใบหม่อนเหลืองมีจุดดำ เมื่อฝนตกชาวบ้านคันตามผิวหนังและตาเปลี่ยนเป็นสีแดง วัวดื่มน้ำจากแหล่งน้ำแล้วตาย ผลตรวจสุขภาพของชาวบ้านพบมีรอยหรือจุดในปอด เป็นต้น 

กสม. ตรวจสอบแล้วพบว่า โครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสา เริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2558 แม้บริษัทติดตั้งระบบควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิภาพสูงแล้วก็ตาม แต่พบว่าข้อมูลอาการป่วยระบบทางเดินหายใจรุนแรงของประชาชนส่วนใหญ่ใน จ.น่าน มาจากก๊าซกรดและสารปรอทที่ถูกลมพัดพาและโครงการเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่มีความเชื่อมโยงกับสารปรอท เนื่องจากไม่พบแหล่งกำเนิดอื่นในรัศมีที่ส่งผลกระทบได้ 

ที่ประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน กสม. เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะต่อบริษัทผู้ถูกร้องทั้งสอง และ กฟผ.ในฐานะผู้รับซื้อไฟฟ้า ให้ยึดถือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เข้มงวดที่สุดจะไม่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน โดยดำเนินการติดตั้งระบบตรวจวัดสารปรอทอย่างถาวรและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 

พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลมลพิษรายวัน และรายงานค่าความเข้มข้นมลสารจากปล่องโรงไฟฟ้าสู่สาธารณชนและหน่วยงานไทยเป็นรายชั่วโมงหรือรายวันผ่านเว็บไซต์ที่เข้าถึงได้ง่าย ให้จัดตั้งกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนงบประมาณให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและให้ภาคประชาชนใน จ.น่าน มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการใช้งบประมาณของกองทุนด้วย 

รวมทั้งให้ปฏิบัติตามหลักการ UNGPs โดยมีกระบวนการ HRDD ของโครงการโรงไฟฟ้าที่ต้องระบุการเยียวยาความเสียหายที่อาจเกิดจากการประกอบธุรกิจโครงการโรงไฟฟ้าต่อ จ.น่าน ให้จัดทำรายงาน HRDD 3 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ ลาว และไทย และเผยแพร่ให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งให้มีช่องทางสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าตามแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP)

ทั้งนี้ ให้บริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองร่วมกับ จ.น่าน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ใช้กลไกคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบและเฝ้าระวังมลพิษทางสิ่งแวดล้อม จ.น่าน โดยพัฒนาระบบเทคโนโลยีและการแจ้งเตือนภัยความผิดปกติของค่ามลพิษที่เชื่อมโยงข้อมูลภาคประชาชนเข้ากับระบบของภาครัฐ 

รวมถึงเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหารและการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยมีมาตรการเฝ้าระวังการสะสมของสารปรอทในอาหารอย่างต่อเนื่อง และมีแผนปฏิบัติการปรับปรุงดินควบคู่ไปกับแผนการฟื้นฟูคุณภาพดินในระยะยาว 

Next News ตรวจสอบที่มาโครงการนี้ดำเนินการโดยบริษัท หงสาเพาเวอร์ จำกัด (HPC) เป็นบริษัทร่วมทุนในส่วนโรงไฟฟ้า ประกอบด้วย บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (BPP)  ถือหุ้น ร้อยละ 40 บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (RATCH) ร้อยละ 40 และบริษัท Lao Holding State Enterprise (LHSE) รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลลาว ร้อยละ 20 

ในส่วนเหมืองลิกไนต์ BPP ถือหุ้น ร้อยละ 37.5 RATCH ถือหุ้น ร้อยละ 37.5 และ LHSE ถือหุ้น ร้อยละ 25 มูลค่ารวม 3,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มต้นก่อสร้างในสิ้นปี 2553 มีแหล่งเงินกู้มาจาก 9 ธนาคารของไทย (ปัจจุบันเหลือ 8 แบงก์) ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารทหารไทยธนชาติ

โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาเป็นโรงไฟฟ้าลิกไนต์แห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในลาว มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,878 เมกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่ 60 ตารางกิโลเมตร โดย HPC ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.ในเดือน เม.ย. 2553 จำนวน 1,473 เมกะวัตต์ต่อปี เป็นเวลา 25 ปี 

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 20-21 ก.พ. 2568 นางวรางคณา วงศ์ข้าหลวง และนายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK นำผู้บริหารธนาคารเยี่ยมชมโครงการโรงไฟฟ้าหงสา ณ สปป.ลาว โดยผู้บริหารบริษัท ไฟฟ้าหงสา จำกัด ได้นำเยี่ยมชมโครงการ และย้ำว่า โครงการมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและแนวปฏิบัติโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างเคร่งครัด

Author Avatar

ผู้เขียน

ลินลิสา เจือไทย
ข่าวทั้งหมดของผู้เขียน
แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เรือด่วน' ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท เริ่ม 7 เม.ย. เหตุดีเซลพุ่งไม่หยุด
'เรือด่วน' ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท เริ่ม 7 เม.ย. เหตุดีเซลพุ่งไม่หยุด