SMEs ไทยส่งออกโตแรง แต่ “โตอย่างไร” สำคัญกว่า “โตเท่าไหร่” EXIM BANK ชี้ 3 โจทย์ยกระดับสินค้า กระจายตลาด เพิ่มมูลค่าในประเทศ เชื่อมธุรกิจไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
ตัวเลขการส่งออกของ SMEs ไทยกำลังอยู่ในช่วงเติบโตสูง โดยช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยขยายตัวมากกว่า 18% ขณะที่การส่งออกของ SMEs เติบโตสูงกว่า 35% หรือเกือบ 2 เท่าของการส่งออกโดยรวม และแม้ไม่นับรวมทองคำ การส่งออกของ SMEs ยังขยายตัวได้มากกว่า 30%
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการคว้าโอกาสจากตลาดโลก แต่ในวันที่ยอดส่งออกกำลังเติบโต คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า SMEs ไทย “โตเท่าไหร่” หากอยู่ที่ว่า “โตจากอะไร” และการเติบโตนั้นจะเดินต่อได้อย่างยั่งยืนเพียงใด
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ระบุว่า การเติบโตของการส่งออกในช่วงที่ผ่านมาเป็นสัญญาณที่ดี แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือโครงสร้างของการเติบโต เพราะการขยายตัวในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากผู้ประกอบการยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม กระจายความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง
โจทย์ของ SMEs ไทยในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การเปลี่ยน “การเติบโตของยอดส่งออก” ให้กลายเป็น “การเติบโตที่มีคุณภาพ” ผ่าน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การยกระดับสินค้า การกระจายตลาด และการเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศ
จาก AI Boom ถึงโอกาสใหม่ แต่ SMEs ต้องขยับจาก “สินค้าเดิม” ไปสู่สินค้ามูลค่าสูง
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าโลกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง Data Center เซมิคอนดักเตอร์ ชิป และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสร้างโอกาสครั้งใหญ่ให้กับประเทศที่อยู่ในฐานการผลิตสินค้ากลุ่มนี้
ไทยเองเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จาก AI Boom โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ แต่โอกาสของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น
รายงาน Building Thailand’s Future Today ของธนาคารโลกชี้ว่า ไทยจำเป็นต้องขยับเข้าสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเพิ่มมูลค่าในประเทศ เพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น
พร้อมระบุ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ไทยมีความได้เปรียบและมีศักยภาพในการสร้างงานและมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเชิงสุขภาพ บริการดิจิทัล ธุรกิจเกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมไปสู่ธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลงมาที่ SMEs ไทย จะพบว่ายังมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่มากนัก ขณะที่ฐานสำคัญของ SMEs ยังคงอยู่ในสินค้าที่ไทยมีความเชี่ยวชาญมายาวนาน เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ผลไม้ น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล ผลิตภัณฑ์จากไม้ และเฟอร์นิเจอร์
จุดแข็งของสินค้ากลุ่มนี้คือการใช้วัตถุดิบในประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้รายได้จากการส่งออกกระจายกลับไปสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการต้นน้ำได้มาก แต่ในอีกด้านยังมีข้อจำกัดเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม และต้องเผชิญความเสี่ยงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ภัยธรรมชาติ รวมถึงมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Measures ที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานแรงงาน
ดังนั้น โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การละทิ้งสินค้าที่ไทยมีความแข็งแกร่ง แต่คือการ ยกระดับสินค้าเดิมให้สร้างมูลค่าได้สูงขึ้น ควบคู่กับการมองหาโอกาสจากอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต เพื่อให้ยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่ผลิตภาพและมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศมากขึ้น
ยอดส่งออกโต แต่ความเสี่ยงเพิ่ม หากตลาดยังกระจุกตัว
นอกจากโครงสร้างสินค้าแล้ว อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ โครงสร้างตลาดส่งออกของ SMEs ไทยที่ยังกระจุกตัวสูง
ในปี 2568 ตลาดส่งออก 5 อันดับแรกของ SMEs ไทย ได้แก่ จีน สหรัฐฯ ฮ่องกง อินเดีย และญี่ปุ่น มีสัดส่วนรวมกันเกือบ 60% ของมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้นจากประมาณ 53% ในปี 2564
โดยเฉพาะ จีนและฮ่องกง ที่ SMEs ไทยพึ่งพารวมกันเกือบ 30% ของการส่งออก ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหญ่พึ่งพาสองตลาดดังกล่าวเพียงประมาณ 13% แสดงให้เห็นว่า SMEs มีการกระจุกตัวของตลาดสูงกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่
ในเวลาเดียวกัน ตลาดอาเซียนที่เคยเป็น “Safe Zone” ของผู้ประกอบการไทยกลับมีบทบาทลดลง โดยสัดส่วนการส่งออกของ SMEs ไปอาเซียนลดจาก 27% เหลือประมาณ 20% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการแข่งขันจากสินค้าจีนที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้การวัดความสำเร็จจากยอดส่งออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะหากธุรกิจยังพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า หรือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตลาดนั้น ก็สามารถส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการได้โดยตรง
การหาตลาดใหม่สำหรับ SMEs จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนประเทศที่ส่งออก แต่ต้อง “เลือกตลาดให้เหมาะกับสินค้า” ตั้งแต่ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค กฎระเบียบและมาตรฐานของแต่ละประเทศ ไปจนถึงการหาจุดแข็งที่จะสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทย เพื่อให้การขยายตลาดช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตที่มั่นคงมากขึ้น
ส่งออกโต นำเข้าก็โต โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ “มูลค่า” อยู่ในประเทศมากขึ้น
อีกด้านหนึ่งของการเติบโตที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ การนำเข้าของ SMEs ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 การนำเข้าของ SMEs ขยายตัวมากกว่า 36% และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 41% ขณะที่การนำเข้าของผู้ส่งออกรายใหญ่เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 9%
ส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นถึง 57% ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะหมายถึงการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการผลิต แต่ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปและสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
ผลที่เกิดขึ้นคือ ในปี 2568 SMEs ไทยมีดุลการค้าขาดดุลมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดเก็บข้อมูล ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ยังเกินดุลการค้ามากกว่า 9.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่การมองว่าการนำเข้าเป็นเรื่องลบ เพราะการนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี หรือวัตถุดิบบางประเภทจำเป็นต่อการเพิ่มศักยภาพการผลิต แต่โจทย์สำคัญคือ เมื่อการส่งออกเติบโตแล้ว มูลค่าที่เกิดขึ้นสามารถหมุนเวียนและตกอยู่ในประเทศได้มากเพียงใด
หากการส่งออกเพิ่มขึ้นพร้อมกับการพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศมากขึ้น มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศก็ยังมีช่องว่างให้ยกระดับ อีกทั้งยังเพิ่มความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน SMEs ไทยต่อความผันผวนจากภายนอก
การเติบโตของการส่งออกในระยะยาวจึงควรเชื่อมโยงกลับไปยังธุรกิจ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในประเทศ ให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การเข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ไม่ควรหมายถึงเพียงการได้รับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ แต่ควรเปิดทางให้ธุรกิจไทยเข้าถึง เทคโนโลยี องค์ความรู้ มาตรฐาน และเครือข่ายธุรกิจใหม่ๆ เพื่อยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
จาก “โตเร็ว” สู่ “โตแข็งแรง” EXIM BANK วางบทบาท Export Co-pilot
ท่ามกลางโจทย์ทั้งด้านสินค้า ตลาด และโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน EXIM BANK จึงวางบทบาทเป็น “Export Co-pilot” หรือผู้ช่วยผู้ส่งออก เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถเปลี่ยนโอกาสทางการค้าเป็นการเติบโตที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวอยู่ภายใต้แนวคิด “เติมความรู้ เติมโอกาส และเติมเงินทุน” ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพ การเปิดโอกาสทางการตลาด ไปจนถึงการสนับสนุนด้านเงินทุน โดยเฉพาะ SMEs ผ่านสินเชื่อ ควบคู่กับประกันการส่งออกและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อเสริมสภาพคล่องและช่วยรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก
อีกด้านหนึ่ง EXIM BANK ยังมุ่งเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการรับมือกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ ทั้งมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ESG และข้อกำหนดต่างๆ ผ่านหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการและกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับผู้ประกอบการและสร้างการเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน
นายชลัชกล่าวว่า “โจทย์ของ SMEs ไทยวันนี้ไม่ใช่เพียงการทำอย่างไรให้ส่งออกได้มากขึ้น แต่คือการทำให้ทุกการเติบโตสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและประเทศไทย ทั้งการสร้างแบรนด์ของตัวเอง การขยายตลาดไปสู่ตลาดใหม่ และการเชื่อมธุรกิจเข้าสู่ Global Supply Chain แห่งอนาคตของโลก เป้าหมายของ EXIM BANK คือการช่วยสร้างความพร้อมให้ผู้ประกอบการ ยกระดับสินค้า เปิดตลาด และเชื่อมธุรกิจไทยเข้าสู่ตลาดและเครือข่ายการค้าโลก เพื่อเปลี่ยนโอกาสทางการค้าให้เป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน”




