สนพ.ชี้ครึ่งปีแรก 69 ความต้องการใช้พลังงานเพิ่ม 0.9% คาดทั้งปีใช้เพิ่ม 1.4% จับตาน้ำมันดูไบแตะระดับ 90-118 ดอลลาร์ ลุ้นราคา LNG พุ่งกระทบค่าไฟปี 70 ผันผวน
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของไทยอยู่ที่ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว 2.4% การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ขณะที่การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 10.2% ส่วนการใช้น้ำมันลดลง 0.8% ถ่านหินลดลง 6% และลิกไนต์ลดลงถึง 52.5% เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะหยุดเดินเครื่องบางส่วน
พลังงานรายเชื้อเพลิง
การใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ระดับ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 0.8% โดยการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินอยู่ที่ 31.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 68.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 2.4% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.9%และการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.1% สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่เพิ่มขึ้น 1.49% และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เพิ่มขึ้น 5.39%
การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 17.9 พันตันต่อวัน ลดลง 0.7% โดยการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนสูงสุด 43% เพิ่มขึ้น 0.5% รองลงมาเป็นภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วน 32% เพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วน 15% ลดลง 0.1% และภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วน 10% ลดลง 1.6%
การใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ระดับ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 8.5% โดย 63% เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.4% ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.5% และการใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้น 5.1% ส่วนการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ลดลง 12.5% ตามแนวโน้มจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง
ส่วนการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์อยู่ที่ 5,899 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลง 16.5% โดยการใช้ถ่านหินลดลง 6.0% จากการใช้ที่ลดลงทั้งในโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การใช้ลิกไนต์ลดลง 52.5% เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
จับตาน้ำมันดูไบ 90-118 ดอลลาร์
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง สนพ.คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเคลื่อนไหวในกรอบ 90-118 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาดีเซลยังอยู่ในระดับสูงที่ 162-186 ดอลลาร์ ส่วนเบนซินอยู่ที่ 112-143 ดอลลาร์ ซึ่งยังถือว่าเป็นระดับราคาสูง
อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถหาข้อยุติได้ ราคาน้ำมันตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2570 อาจทยอยปรับลดลงตามกลไกการซื้อขายล่วงหน้า (Forward) ที่สะท้อนราคาล่วงหน้า 2-3 เดือน
"การที่ราคาน้ำมันจะกลับไปอยู่ที่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลคงต้องใช้เวลา เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งท่อส่งน้ำมัน กำลังการผลิต และระบบขนส่ง ยังได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดยังกังวลและหนุนให้ราคาปรับสูงขึ้น" นายวัฒนพงษ์ กล่าว
ไฟฟ้าโต 6% อากาศร้อน-Work from Home ดันดีมานด์
การใช้ไฟฟ้าช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 6% โดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุด 40.4% เพิ่มขึ้น 3.1% ขณะที่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นถึง 10.2% และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 7.4% ส่วนความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน ด้านการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 5% โดยก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลัก คิดเป็นสัดส่วน 61% รองลงมาเป็นไฟฟ้านำเข้าและแลกเปลี่ยน 15% พลังงานหมุนเวียน 11% ถ่านหินและลิกไนต์ 9% พลังน้ำ 4% และน้ำมัน 0.05% ทั้งนี้ การใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นราว 10% มีสาเหตุจากการทำงานแบบ Work from Home สภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้เปิดเครื่องปรับอากาศต่อเนื่อง รวมถึงการติดตั้งโซลาร์ที่ช่วยลดต้นทุนการใช้ไฟ ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าโดยรวมไม่ได้ลดลง
"ปีนี้ถือเป็นปีที่การใช้ไฟฟ้าสูงต่อเนื่อง แม้จะพ้นช่วงฤดูร้อนแล้ว ส่งผลให้ไทยต้องนำเข้า LNG ในระดับสูงเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า" นายวัฒนพงษ์ กล่าว
LNG ยังสูง เสี่ยงกระทบค่า Ft ต้นปี 70
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อ้างอิงดัชนี JKM ของ Platts คาดว่าราคา Spot ในช่วงปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 จะอยู่ที่ 25-27 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ขณะที่ปี 2570 มีแนวโน้มปรับลดลงมาอยู่ในช่วง 16-24 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับระดับราคาที่เหมาะสมซึ่งควรอยู่ที่ประมาณ 10-12 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู โดยในปี 2568 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ราว 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู จึงต้องติดตามสถานการณ์ตลาดโลกอย่างใกล้ชิด
ส่วนผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า นายวัฒนพงษ์ ระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากต้นทุนผลิตไฟฟ้าของไทยใช้เชื้อเพลิงหลายประเภทผสมกัน แต่หากต้นทุน LNG ยังคงอยู่ในระดับสูง ก็มีโอกาสทำให้ค่า Ft ในงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2570 ผันผวนได้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการเข้ามาช่วยดูแลและตรึงราคาค่าไฟ พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ขณะที่สถานการณ์ราคาพลังงานโลกยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เหลือของปี
คาดทั้งปีใช้พลังงานเพิ่ม 1.4%
ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์ราคาพลังงานในปี 2569 ยังคงมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูสะท้อนแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยสถานการณ์ล่าสุดยังมีความไม่แน่นอน จึงต้องติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด
ขณะที่แนวโน้มพลังงานปี 2569 ภายใต้สมมติฐานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วง 2.0-2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.2% ราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ในช่วง 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32.5-33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.3% สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศตลอดปี 2569 จะอยู่ที่ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันเพิ่มขึ้น 1.4% จากปี 2568 ที่ลดลง 1.6% โดยคาดว่าการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 0.1% ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 8.0% และไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ขณะที่การใช้ถ่านหินและลิกไนต์จะลดลง 15.6%
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สถานการณ์พลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากปัจจัยด้านราคาและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านของภาคขนส่งจากจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"สำหรับภาพรวมทั้งปี สนพ. ยังคาดว่าความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้น 1.4% อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี" นายวัฒนพงษ์ กล่าว




