News Logo
หน้าแรก
เตือน Data Center ดาบสองคม หวั่นแย่งน้ำ-ไฟประชาชน ชงรัฐทวนสิทธิ BOI

เตือน Data Center ดาบสองคม หวั่นแย่งน้ำ-ไฟประชาชน ชงรัฐทวนสิทธิ BOI

5 ก.ย. 2569 11:56
ผู้ชม 76 คน

นักวิชาการเตือนดาต้าเซ็นเตอร์ดาบสองคม ชี้ศูนย์ข้อมูลขนาด 20 เมกะวัตต์แย่งไฟบ้าน 3.6 หมื่นครัวเรือน ห่วงกระทบน้ำ-ไฟประชาชน เสนอทบทวนสิทธิ BOI ผูกผลประโยชน์กับการจ้างงาน-ใช้พลังงานสะอาด

นายอัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์เปรียบเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งสามารถนำเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามากระตุ้นการก่อสร้างและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง เพิ่มความต้องการสินค้าและบริการภายในประเทศ ตลอดจนช่วยยกระดับระบบดิจิทัลและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

โดยในปี 2568 เป็นปีเริ่มต้นหรือยุคทองของมูลค่าการลงทุนต่างชาติ (FDI) ของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ จากมูลค่า FDI ในปี 2566 ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 9.5 หมื่นล้านบาท และปี 2568 มูลค่าก้าวกระโดดเป็น 5.5 แสนล้านบาท และเพียง 6 เดือนแรกของปี 2569 FDI อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์มีมูลค่าเกินกว่าปี 2568 คือ 8.3 แสนล้านบาททำให้อัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์สูงสุดถึง 611% ในปี 2567 และตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา สัดส่วนของ FDI ดาต้าเซ็นเตอร์ มีสัดส่วนสูงที่สุดใน FDI ทั้งหมด โดยปี 2569 สูงถึง 73%

นายอัทธ์ กล่าวด้วยว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูงต้องการระบบส่งไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า และกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเพิ่มเติม รวมทั้งต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลในกรณีฉุกเฉินอาจเพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันตลอดจนสร้างมลพิษทางอากาศ เสียง ความร้อน น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นต้องพิจารณาด้วยว่าประเทศไทยและประชาชนได้รับมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน สิทธิประโยชน์ทางภาษีและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต้องนำไปใช้รองรับแม้ว่าไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากอุตสากรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้ก็ตาม

'หากต้นทุนการสร้างโรงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้า ระบบประปา และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ถูกผลักให้ประชาชนและผู้ประกอบการทั่วไปเป็นผู้ร่วมรับภาระ การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้ค่าไฟและค่าน้ำสูงขึ้น กระทบความมั่นคงด้านพลังงานและน้ำตลอดจนแย่งใช้ทรัพยากรจากภาคครัวเรือน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านไฟฟ้าหรือเผชิญปัญหาภัยแล้ง หากเป็นในฉากทัศน์นี้ก็ส่งผลให้ประเทศไทยเสียหาย' นายอัทธ์กล่าว

นายอัทธ์ กล่าวถึงผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรของคนไทยว่า จากการวิเคราะห์คาดว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 เมกะวัตต์จะมาแย่งไฟฟ้าของครัวเรือนไทยจำนวน 36,000 หลัง (พิจารณาจากบ้าน 1 หลัง ขนาด 100 ตารางวา) และหากขนาดอุตสาหกรรมเซ็นเตอร์ใหญ่ขึ้นจะยิ่งมาแย่งปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนมากขึ้น ส่วนปริมาณการใช้น้ำนั้นคาดว่าจะมีปริมาณการใช้น้ำเท่ากับ 223,200 ลิตรต่อวันโดยใช้การคำนวนตามสูตรของ The Green Grid ซึ่งเป็นผู้พัฒนาตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness: WUE) นอกจากนี้ดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องมีน้ำมันสำรองสำหรับกรณีไฟฟ้าดับ พบว่าความต้องการใช้น้ำมันคือ 188,160 ต่อวัน โดยพิจารณาจากสูตรของ Uptime Institute

ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่จ้างงานน้อยมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ยกตัวอย่างกรณีโครงการ Meta Data Center รัฐเท็กซัส ลงทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์ จ้างงานก่อสร้าง 1,800 คน และงานประจำ 100 คน เมื่อเทียบกับเงิน 1,000 ล้านบาทจ้างคนงานก่อสร้างเพียง งานก่อสร้างประมาณ 36 คน และงานประจำประมาณ 2 คน และกรณี Amazon Data Center รัฐนอร์ทแคโรไลนา ลงทุน 10 พันล้านดอลลาร์ จ้างงานประจำ 500 คน เมื่อเทียบเงินลงทุน 1,000 ล้านบาทจ้างงานประจำประมาณ 1.5 คน เมื่อคิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 MW ทำให้จ้างงาน 17–18 คน

ตารางประเมินการใช้ไฟฟ้าของขนาดดาต้าเซ็นเตอร์

ตารางประเมินการใช้ไฟฟ้าของขนาดดาต้าเซ็นเตอร์

ทั้งนี้ นายอัทธ์ได้ให้ข้อเสนอแนะต่ออุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนี้ 1.ห้ามแย่งไฟฟ้าจากประชาชน: ก่อนอนุมัติโครงการ ต้องประเมินว่าพื้นที่นั้นมีกำลังผลิตและระบบส่งเพียงพอหรือไม่ หากระบบไฟฟ้าไม่พอดาต้าเซ็นเตอร์ต้องลดการใช้ไฟในช่วงความต้องการสูงสุด  

2.ต้องใช้พลังงานหมุนเวียนที่จัดตั้งใหม่: ไม่ควรอนุญาตให้บริษัทซื้อพลังงานปกติที่ครัวเรือนไทยใช้ทุกวัน แต่ต้องดาต้าเซ็นเตอร์ให้ติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียนใหม่ทั้งหมด 

3.ห้ามแย่งน้ำจากครัวเรือนและเกษตรกร : ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำต้องให้ใช้น้ำรีไซเคิล น้ำเสียที่ผ่านการบำบัด และแหล่งน้ำที่ไม่กระทบน้ำอกินน้ำใช้และการเกษตร เมื่อเกิดภัยแล้ง ประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน และเกษตรกรในพื้นที่ต้องได้รับสิทธิใช้น้ำก่อนดาต้าเซ็นเตอร์

4.ต้องเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรรายโครงการ : ดาต้าเซ็นเตอร์ควรเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างน้อยปีละครั้ง

5.ต้องจัดทำ EIA ตามผลกระทบจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะพื้นที่อาคาร: เกณฑ์กำหนดให้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมควรพิจารณาทั้งกำลังไฟฟ้ารวม ปริมาณน้ำที่ใช้ จำนวนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และปริมาณเชื้อเพลิงสำรอง เป็นต้น

5.ต้องกำหนดเขตและระยะห่างจากชุมชน : ไม่ควรตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ใกล้บ้านพัก โรงเรียน โรงพยาบาล และแหล่งน้ำของชุมชน ต้องมี เขตกันชน กำแพงและระบบลดเสียง และการตรวจวัดเสียงความถี่ต่ำ เป็นต้น

6.จัดตั้งกองทุนชุมชนจากรายได้ของดาต้าเซ็นเตอร์ : ควรเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณไฟฟ้า น้ำ หรือกำลังไฟฟ้าที่ได้รับอนุมัติ เพื่อนำเข้ากองทุนพัฒนาพื้นที่ ใช้สำหรับลดค่าไฟของครัวเรือนรอบโครงการ ปรับปรุงระบบประปาชุมชน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และตรวจสุขภาพประชาชน เป็นต้น

7.ต้องให้สิทธิชุมชนมีส่วนร่วมก่อนอนุมัติ: ประชาชนต้องได้รับข้อมูลก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่หลังอนุมัติโครงการแล้ว โดยควรมีเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที การเปิดเผยแบบจำลองการใช้ไฟและน้ำ และการประเมินผลกระทบต่อค่าไฟและค่าน้ำ เป็นต้น

8.ทบทวนสิทธิประโยชน์ BOI ตามผลประโยชน์สุทธิ : ไม่ควรยกเว้นภาษีโดยพิจารณาเพียงมูลค่าเงินลงทุน เพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่อาจเป็นเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ ควรให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์จริง เช่น การจ้างงานคนไทย การซื้อสินค้าและบริการจากไทย ประสิทธิภาพการใช้ไฟและน้ำ สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ดาต้าเซ็นเตอร์
ข่าวเศรษฐกิจ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

GUNKUL ปิดดีล LOI รบ.ฟิลิปปินส์ ปักหมุด Solar Floating 784.1 เมกะวัตต์
GUNKUL ปิดดีล LOI รบ.ฟิลิปปินส์ ปักหมุด Solar Floating 784.1 เมกะวัตต์