News Logo
หน้าแรก
'ศุภชัย'ร่วมคณะนายกฯเยือนเฉิงตู แชร์ประสบการณ์เครือซีพีลงทุนในจีน

'ศุภชัย'ร่วมคณะนายกฯเยือนเฉิงตู แชร์ประสบการณ์เครือซีพีลงทุนในจีน

19 ก.ค. 2569 11:26
ผู้ชม 58 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'ศุภชัย เจียรวนนท์' ร่วมคณะนายกฯเปิดสำนักงานบีโอไอ เมืองเฉิงตู แชร์ประสบการณ์เครือซีพีลงทุนในจีนยาวนาน ชูหลัก 'สามประโยชน์' เติบโตร่วมกัน

สำนักข่าว Next News รายงานว่า นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี กรุ๊ป) ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ณ นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน

ทั้งนี้ นายศุภชัย ได้รับเกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษถึงบทบาทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในประเทศจีน ตลอดจนแนวทางการยกระดับความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยและจีน ภายใต้หลักการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การลงทุนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในประเทศจีน ซึ่งดำเนินธุรกิจควบคู่กับการเปิดประเทศของจีนมาเกือบครึ่งศตวรรษ พร้อมแสดงความยินดีกับการเปิดสำนักงานบีโอไอ แห่งใหม่ในนครเฉิงตู ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน

นายศุภชัยกล่าวว่า สำหรับมณฑลเสฉวนถือเป็นพื้นที่ที่มีความหมายเป็นพิเศษต่อความสัมพันธ์ไทย–จีน ไม่เพียงเป็นบ้านเกิดของชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากที่อพยพมายังประเทศไทย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศที่แน่นแฟ้นและยาวนาน

นายศุภชัยกล่าวว่า จุดเริ่มต้นของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในประเทศจีน เกิดขึ้นในปี 2522 ภายหลังจีนเริ่มดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ เครือซีพีได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนให้เข้าร่วมพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร และได้รับใบอนุญาตการลงทุนหมายเลข 0001 กลายเป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกที่เข้าไปลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ ต่อมาในปี 2528 เครือซีพีได้จัดตั้งบริษัทในนครเฉิงตู และกลายเป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกของมณฑลเสฉวน ปัจจุบันเครือซีพี มีบริษัทในจีนมากกว่า 670 แห่ง ครอบคลุม 32 มณฑล เทศบาลนคร และเขตปกครองตนเอง ดำเนินธุรกิจตั้งแต่เกษตร อาหาร ค้าปลีก การเงิน การลงทุน ยา ไปจนถึงเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ มีพนักงานเกือบ 220,000 คน เฉพาะในมณฑลเสฉวน เครือซีพีมีบริษัทในเครือกว่า 20 แห่ง ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรและอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพาะปลูก อาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การแปรรูป และค้าปลีก โดยในปี 2568 มีมูลค่าผลผลิตด้านการเกษตรและปศุสัตว์ในเสฉวนมากกว่า 10,000 ล้านหยวน

"สิ่งสำคัญที่ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถเติบโตในจีนได้อย่างมั่นคงตลอดเกือบ 50 ปี คือการยึดมั่นในหลักปรัชญา “สามประโยชน์” ที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส ย้ำเสมอว่า ทุกประเทศที่เครือฯ เข้าไปลงทุน ต้องให้ประเทศเจ้าบ้านได้รับประโยชน์ก่อน จากนั้นประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับประโยชน์ และบริษัทจึงจะได้รับประโยชน์เป็นลำดับสุดท้าย"นายศุภชัยกล่าวและว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการความร่วมมือกับชุมชนหลายแห่งในจีน อาทิ โครงการอุตสาหกรรมสุกรครบวงจร 500,000 ตัว เขตจื่อถง หรือ “Zitong 500,000 Pig Project” ที่ใช้รูปแบบ Public–Private–People Partnership (PPP) ช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรกว่า 3,000 ครัวเรือน รวมถึงการจัดตั้งองค์กรเศรษฐกิจชุมชนกว่า 82 แห่ง และการสนับสนุนเงินช่วยเหลือชุมชนในมณฑลเสฉวนอย่างต่อเนื่อง

นายศุภชัยกล่าวว่า ความสำเร็จของเครือซีพี ไม่ได้เกิดจากการสร้างความสัมพันธ์กับภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน พัฒนาคนท้องถิ่น สร้างผู้นำท้องถิ่น และเติบโตไปพร้อมกับสังคมจีน จนสามารถสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือที่ยั่งยืน ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา จีนสามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยประมาณร้อยละ 9 ต่อปี และยกระดับประชาชนเกือบ 800 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งเครือซีพีมีโอกาสได้เห็นและมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้มาตั้งแต่ต้น

ศุภชัย'ร่วมคณะนายกฯเยือนเฉิงตู

ศุภชัย'ร่วมคณะนายกฯเยือนเฉิงตู

นายศุภชัยกล่าวว่า บทเรียนสำคัญที่ได้รับจากจีน คือการมีวิสัยทัศน์ระยะยาว การวางแผนล่วงหน้า 10–20 ปี และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีวินัย ซึ่งเป็นแนวคิดที่เครือเจริญโภคภัณฑ์นำมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์องค์กร และขอชื่นชมความก้าวหน้าของจีนในด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและจีน

นายศุภชัยกล่าวว่า หลัก “สามประโยชน์” ของเครือซีพี ควรถูกนำมาใช้กับการลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศไทยด้วย โดยการลงทุนควรมาพร้อมกับการพัฒนาบุคลากรไทย การถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดคุณค่าร่วมอย่างแท้จริงซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการผลิต อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเกษตร สามารถเชื่อมโยงกับนโยบาย New Quality Productive Forces หรือ พลังการผลิตรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นนโยบายยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสูงสุดของจีน เพื่อร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่น ยกตัวอย่างเช่นความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์กับ SAIC Motor ในประเทศไทย ซึ่งได้ลงทุนกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกำลังการผลิตมากกว่า 100,000 คันต่อปี เพื่อรองรับตลาดในประเทศไทยและการส่งออก

นายศุภชัยกล่าวว่า การพัฒนาความร่วมมือภายใต้กรอบ Belt and Road Initiative (BRI) และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน ฉบับใหม่ (CAFTA 3.0) จะช่วยยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การเปิดสำนักงานบีโอไอ ในนครเฉิงตูจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนระหว่างไทยและจีน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เชื่อมั่นว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยจะให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนอย่างเต็มที่

“เกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศจีน และในวันนี้เรายังคงเชื่อมั่นในอนาคตของความสัมพันธ์ไทย–จีนเช่นเดิม เราพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในจีนและประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ความมั่นคง และความเจริญร่วมกันบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเท่าเทียม และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”นายศุภชัยกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ซีพี
จีน

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำไมผู้ใช้ iPhone ยอมอัปเกรด? AIS จับเทรนด์รับรุ่นใหม่ 18 Pro Max
ทำไมผู้ใช้ iPhone ยอมอัปเกรด? AIS จับเทรนด์รับรุ่นใหม่ 18 Pro Max