News Logo
หน้าแรก
'เอกนัฎ' ลดดีเซล B7-B20 หน้าโรงกลั่น 2 บาท-ลั่นคนกักตุน ใช้เงินในคุก

'เอกนัฎ' ลดดีเซล B7-B20 หน้าโรงกลั่น 2 บาท-ลั่นคนกักตุน ใช้เงินในคุก

7 เม.ย. 2569 16:37
ผู้ชม 12 คน

"เอกนัฎ" เคาะมาตรการใหม่ ลดดีเซล หั่นราคาหน้าโรงกลั่น B7-B20 ลง 2 บาท ปัดแนวคิดเรียกเก็บเงินโรงกลั่น เพาะไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ยืนยันมาตรการนี้ลดภาระประชาชน-กองทุนน้ำมัน ลั่นใครคิดกักตุนเก็งกำไร เตรียมตัว "ใช้เงินในคุก" ได้เลย!

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการ (รมว.)กระทรวงพลังงาน ได้แถลงข่าวโดยมีประเด็นหลักคือการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงผ่านการบริหารจัดการ "ค่าการกลั่น" และกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นน้ำมัน หลังจากที่มีการประชุมกับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย ว่าผลจากการหารือกับโรงกลั่นเบื้องต้นจะมีการลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลลง 2 บาท ในส่วนของน้ำมันดีเซล B7 และ B20

นายเอกนัฏ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ โดยเฉพาะค่าการกลั่นในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้กลไกการกำหนดราคาในประเทศไม่เป็นไปตามภาวะปกติ โดยเน้นย้ำว่าโรงกลั่นในฐานะผู้ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบและแบกรับภาระจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติในปัจจุบัน ซึ่งการที่สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังติดลบกว่า 50,000 ล้านบาท แต่ยังคงต้องชดเชยราคาน้ำมันดีเซลเป็นจำนวนพันล้านบาทต่อวัน สิ่งนี้เป็นแนวทางที่ไม่ยั่งยืน เพราะเป็นการนำเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยในปัจจุบัน

จากการศึกษาของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และข้อมูลที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้รวบรวมและยืนยันว่าเป็นตัวเลขจริงตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าค่าการกลั่นซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของราคาหน้าโรงกลั่นที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ได้พุ่งสูงขึ้นผิดปกติในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นต้นทุนของโรงกลั่นไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากเท่ากัน ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพลังงานจึงเห็นความจำเป็นในการปรับกลไกการกำหนดราคาเพื่อสะท้อนสถานการณ์ที่เป็นจริงมากขึ้น

เคาะกลไกใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน ให้ใช้ส่วนลดเริ่มตั้งแต่โรงกลั่นต้นทาง

รมว.ฯ พลังงานกล่าวว่า ดังนั้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 เมษายน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีตนนั่งเป็นประธาน ได้อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจ กบง. ในการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น โดยมติที่ประชุมได้เห็นชอบให้ใช้กลไกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย นั่นคือการกำหนดให้มีการ "Discount" หรือลดราคาตั้งแต่หน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร จากราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ วิธีการนี้จะช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และทำให้การลดราคาที่หน้าปั๊มต่อไปจะไม่เป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับกองทุนน้ำมันซึ่งเป็นเงินของประชาชน

นายเอกนัฎกล่าวต่อไปว่าการลดราคาที่เกิดขึ้นในวันนี้นั้นเป็นผลมาจากการหารือกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย โดยยอมรับว่า มีทั้งโรงกลั่นที่ให้ความร่วมมือ และโรงกลั่นที่ไม่ได้มาที่กระทรวง อย่างไรก็ตามเมื่อมติ กบง. ออกมาแล้ว โรงกลั่นทุกแห่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนตัวเลขส่วนลด 2 บาทนี้มาจากการคำนวณส่วนต่างระหว่างค่าการกลั่นที่พุ่งสูงผิดปกติ (จากประมาณ 2 บาทเป็น 7 บาท) หักลบด้วยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าพรีเมียมต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 3 บาท ทำให้มีส่วนต่างประมาณ 2 บาทที่สามารถลดได้

สำหรับขั้นตอนการดำเนินการ มติของ กบง. จะถูกนำไปร่างประกาศและลงในราชกิจจานุเบกษาในวันพรุ่งนี้ (8 เมษายน) โดยจะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด หลังจากนั้น คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้เช่นกัน เพื่อพิจารณาว่าจะนำส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาทนี้ไปลดราคาที่หน้าปั๊มสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 อย่างไร

นายเอกนัฏกล่าวต่อว่า อาจพิจารณาลดราคา B20 มากกว่า B7 เพื่อส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตได้เองในประเทศให้มากขึ้น หากมีการลดราคาหน้าปั๊มในอัตรา 2 บาทต่อลิตร จะทำให้ราคาหน้าปั๊มของ B7 และ B20 ลดลง 2 บาท 14 สตางค์ต่อลิตร เนื่องจากมีผลลดภาษีลงด้วย

มาตรการเข้ม! รัฐมนตรีพลังงานเตือนโรงกลั่น หากไม่ทำตามอาจ 'ใช้เงินในคุก'

รมว.ฯพลังงานได้กล่าวเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า มาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาทนี้บังคับใช้กับทุกโรงกลั่นในประเทศไทย และน้ำมันดีเซลทุกหยดที่ออกจากโรงกลั่นจะต้องถูกลดราคาตามประกาศ หากมีการละเมิดหรือฝ่าฝืน ผู้กระทำผิดจะต้องรับโทษตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งมีโทษจำคุก

“ก่อนหน้านี้ผมขู่ไปว่าถ้ามีกำไรจับได้ก็ไปใช้เงินในคุก แต่ต่อไปเนี่ย ถ้าคุณเก็งผิดคุณก็จะไม่มีกำไรก่อนเข้าคุก คุณขาดทุนไม่คุ้มแน่นอน เพราะฉะนั้นอย่าทำ อย่าซ้ำเติมประเทศในเวลาแบบนี้" นายเอกนัฏกล่าวย้ำ และว่า กลไกใหม่ในการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นนี้จะช่วยป้องกันการเก็งกำไรได้ เพราะหากราคาสิงคโปร์ขึ้น แต่ กบง. ตัดสินใจกดราคาลง ผู้ที่เก็งกำไรจะขาดทุนไม่คุ้มค่า นอกจากนี้ มาตรการป้องกันการลักลอบค้าหรือกักตุนน้ำมันก็กำลังดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยจะบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และทหารเรือ เพื่อตรวจสอบและป้องกันการรั่วไหลและการกักตุนน้ำมัน โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออกน้ำมันที่ผิดกฎหมายที่ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีประกาศห้ามส่งออกแล้ว ยกเว้นไปยังลาวและพม่าในปริมาณที่ไม่มาก

ชดเชย B20 เป็นพิเศษ เพราะต้องการส่งเสริมใช้งานไบโอดีเซลใน ปท.

ในส่วนของการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ นายเอกนัฏกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่ต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและแก๊สจากต่างประเทศ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเมื่อเกิดวิกฤติ เราไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทำให้เกิดปัญหาขึ้น ดังนั้น การสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตได้เองในประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล B20 ให้กับกลุ่มรถบรรทุกและขนส่งสินค้า ซึ่งจะมีการชดเชยราคา B20 เป็นกรณีพิเศษจากกองทุนน้ำมันมากกว่า B7 เพื่อลดภาระต้นทุนที่จะส่งผลต่อไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ ยังมีการเร่งประสานกับสถานีบริการน้ำมันให้เปิดหัวจ่ายสำหรับ B20 ให้มีปริมาณเพียงพอและครอบคลุมบนถนนสายหลัก โดยตั้งเป้าหมายให้มีหัวจ่าย B20 ทุก 100 กิโลเมตรบนถนนสายหลักตัวเลข 1 หลัก และหลังจากนั้นจะเร่งเปิดหัวจ่ายบนถนนสายหลักตัวเลข 2 หลักให้เร็วที่สุด

รมว.ฯพลังงานกล่าวว่ามาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาทนี้ จะมีการทบทวนตัวเลขค่าการกลั่นทุกสัปดาห์ โดยอ้างอิงจากข้อมูลจริงที่โรงกลั่นจะต้องรายงานเข้ามา หากสถานการณ์ค่าการกลั่นยังคงสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ตัวเลขส่วนลด 2 บาทนี้อาจมีการปรับเพิ่มเป็น 3 บาท 4 บาท หรือมากกว่านั้นได้ตามความเหมาะสม และหากสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก็สามารถกลับไปใช้ระบบเดิมได้เช่นกัน ซึ่งการดำเนินการนี้เป็นมาตรการที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

นายเอกนัฎกล่าวยืนยันว่าแม้การลดราคาหน้าโรงกลั่นจะมีผลกระทบต่อรายได้ของโรงกลั่น แต่กระทรวงพลังงานจะดูแลและกำกับไม่ให้กระทบกับสภาพคล่องของโรงกลั่นในการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามากลั่น เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศ และเชื่อว่าโรงกลั่นยังคงมีกำไรอยู่ เพียงแต่อาจเป็นในลักษณะของการ "ขาดทุนกำไร" เนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์ยังคงสูง การหารือกับโรงกลั่นจะดำเนินต่อไป และประตูสำหรับผู้ประกอบการที่อาจมีปัญหาจากการปรับลดราคา ยังคงเปิดกว้างให้เข้ามาพูดคุยกับปลัดกระทรวงและผู้อำนวยการ สนพ. เพื่อหาแนวทางร่วมกัน

ปัดแนวคิดเรียกเงินจากโรงกลั่น เพราะไทยไม่ใช่รัฐอนาถา

อย่างไรก็ตาม นายเอกนัฏได้ปฏิเสธแนวคิดการเรียกเก็บเงินบริจาคจากโรงกลั่นเช่นที่เคยทำมาในอดีต โดยระบุว่าประเทศไทยไม่ใช่รัฐอนาถาที่จะมารับเงินบริจาคจากเอกชน แต่เป็นเรื่องของการแสดงความรับผิดชอบร่วมกันในยามวิกฤติ และเห็นว่ามาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นที่ใช้กับทุกโรงกลั่นนี้เป็นแนวทางที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่ายที่ต้องช่วยกัน

ในด้านการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันดิบ นายเอกนัฏกล่าวว่ามีการตรวจสอบแผนการซื้อและการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อให้แน่ใจว่าปริมาณน้ำมันดิบเพียงพอต่อการกลั่นและการใช้งานในประเทศ โดยในเดือนเมษายนนี้ มีการสั่งซื้อน้ำมันดิบเข้ามาประมาณ 30 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อการกลั่น แต่สำหรับเดือนหน้า (พฤษภาคม) ตัวเลขการสั่งซื้อยังไม่ถึง 18-20 ล้านบาร์เรล ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการใช้ตลอดทั้งเดือน ดังนั้น จึงเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดและดีที่สุด และอาจจะต้องใช้กลไกทางการทูตผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อช่วยบริหารจัดการการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามาในประเทศต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่บานปลาย ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ จึงต้องเตรียมรับมือทุกสถานการณ์

รมว.ฯพลังงาน กล่าวทิ้งท้าย โดยให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 7 วันนี้ จะมีการบริหารจัดการน้ำมันให้มีปริมาณเพียงพอต่อการใช้งานและมีราคาที่เป็นธรรม โดยจะเฝ้าบัญชาการและดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชน และจะพยายามทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการพลังงานโปร่งใสและเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถช่วยกันตรวจสอบได้ สิ่งเหล่านี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพลังงานในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศในยามวิกฤติ

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สนค.คาดเงินเฟ้อไตรมาส 2 ปี 69 ทะยาน 5.78%-ห่วง ศก.ถดถอย คนไร้กำลังซื้อ
สนค.คาดเงินเฟ้อไตรมาส 2 ปี 69 ทะยาน 5.78%-ห่วง ศก.ถดถอย คนไร้กำลังซื้อ