
การเปิดตัวหนังสือชื่อ “The Fearless Anand : A Life of Courage, Character and Conviction” by Vitthaya Vejjajiva เมื่อค่ำวันที่ 9 มิย. 69 ณ ห้องประชุมกระทรวงการต่างประเทศได้รับความสนใจจากแขกเหรื่อวงการต่างๆ จากผู้บริหาร กระทรวงการต่างประเทศ และจากทูตานุทูต ผู้เข้าร่วมงานจำนวนราว 250 คน
อดีตเอกอัครราชทูตประจำองค์การสหประชาชาติ และสหรัฐอเมริกา อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คนที่ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงสุดทั้งภาคราชการ ภาคการเมือง และภาคเอกชน มีพื้นฐานทางครอบครัว และพื้นฐานการศึกษาระดับสูงที่พร้อมสรรพ ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมและความสามารถ ก็ใช่ว่าจะมีชีวิต ที่ราบรื่นไปทุกด้าน
อย่างน้อยมี 2 ครั้ง ที่นายอานันท์ ปันยารชุน ต้องเผชิญชะตากรรมอันสาหัสสากรรจ์
ครั้งแรก เมื่อปลายปี 2519
“คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ให้พักราชการ นายอานันท์ ปันยารชุน
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องด้วยการกระทำความผิด 2 ประการ คือ
1. เปิดเผยความลับทางราชการให้กับศูนย์นิสิตนักศึกษา
2. มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยฝักใฝ่และส่งเสริมการเปิดสัมพันธไมตรีกับประเทศคอมมิวนิสต์...........”
สั่งมา ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2519
เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่ครอบครัว “ปันยารชุน” ตระกูลที่สืบสายมาจากในหลวงรัชกาลที่ 6 มาถึงปัจจุบัน รวม 4 ชั่วอายุคน ยังไม่นับสายตระกุล “โชติกเสถียร” ต้นตระกูลคุณหญิงปฤกษ์ ที่สืบเนื่องมาจาก พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) ตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ผลแห่งคำสั่ง ทำให้ ม.ร.ว. สดศรี ปันยารชุน ศรีภรรยาของนายอานันท์ ล้มป่วยลงทันที เป็นอาการป่วยต่อเนื่องนานหลายเดือน
ส่วนคุณหญิงปฤกษ์ ปรีชานุศาสน์ ในฐานะแม่ พูดขึ้นว่า
“ลูกชายของฉันจะเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร ลูกชายของฉันจงรักภักดี ตระกูลของเรารับใช้ในหลวงมาหลายรัชกาล จะเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร”
ก่อนหน้านั้น รัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ เป็นกำลังสำคัญในการเจรจากับจีนเพื่อเตรียมเปิดสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน
วันหนึ่งคุณแม่เรียกลูกชายเข้าไปหาแล้วพูดว่า
“เห็นหนังสือพิมพ์หรือใครลงข่าวว่า ลูกจะไปเป็นทูตที่เมืองจีน แม่ไม่ให้ไปนะ เพราะเมืองจีน
นี่มันเอาคนแก่ไปทำปุ๋ย ถ้าเขาส่งให้ลูกไปจริง แม่ให้ลูกลาออกจากราชการเลย รู้ไหมลูก”
นี่คือคำเตือนอันซื่อใสของแม่ต่อลูก ด้วยความห่วงใย
เมื่อเกิดรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 โดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ที่มีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี
ก่อนหน้านั้น ในช่วง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องกัน

การเคลื่อนไหวของนักศึกษา กรรมกร ชาวนา ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ในการต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติและความเป็นธรรมในสังคม เช่น การเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำ การต่อสู้ของชาวนาเรื่องค่าเช่านาที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะนโยบายเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน และการถอนทัพอเมริกาออกไปนั้น นายอานันท์ ปันยารชุน มีบทบาทสำคัญที่ขัดหูขัดตากลุ่มอนุรักษ์นิยม และทหารบางส่วนอย่างแรง เมื่อเกิดรัฐประหาร 6 ตค. 19 ทำให้สบโอกาสในการ “กำจัดปลัดอานันท์ ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์”
ครึ่งปีเศษต่อมา คณะกรรมการสอบสวนประกาศผลว่า นายอานันท์ ปันยารชุน เอกอัครราชทูตพิเศษ ประจำกระทรวง “เป็นผู้บริสุทธิ์” แม้ว่านายอานันท์ จะยอมรับสภาพว่า “อะไรจะเกิด มันต้องเกิด” ถึงกระนั้นครอบครัวปันยารชุน ก็เก็บรับความบอบช้ำไปเต็มอกแล้ว
เมื่อปราศจากความผิดใดๆ นายอุปดิศร์ ปาจริยางกูร รมว. กท. ต่างประเทศ จึงแต่งตั้งให้ไปเป็นเอกอัครราชทูตที่เยอรมัน
ครั้งที่สอง
เมื่อ 11 พค. 2535 มีการประชุมคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) มีนายบัญญัติ สุชีวะ เป็นประธานที่ประชุมชั่วคราว มีมติแต่งตั้งนายประวิทย์ ขัมภรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามที่ นายสวัสดิ์ คำประกอบ รมว. ยุติธรรม ในขณะนั้นเสนอมา
นายสวัสดิ์ ทำหนังสือถึง พลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี ให้กราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายประวิทย์ ตามมติของ ก.ต. แต่พลเอกสุจินดา ลาออกจากตำแหน่ง นายกฯ ไปในเวลานั้น นายอานันท์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง
ในช่วงนี้ ม.ล. ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ราชเลขาธิการ พร้อมกับนายวิษณุ เครืองาม รองเลขา ค.ร.ม. เห็นตรงกันให้รับเรื่องคืนมาเพื่อขอความความเห็นชอบจากรัฐบาลใหม่ก่อน ช่วงเวลานี้ นายประวิทย์ เกษียณอายุราชการไป โดยไม่ทันได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงฟ้องนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นจำเลยในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
การดำเนินคดียาวนานถึง 3 ปีครึ่ง ในที่สุด ศาลพิพากษา เมื่อ 31 มค. 2540 ว่า
“ที่โจทก์ (นายประวิทย์ ขัมภรัตน์) อ้างว่า จำเลยที่ 1 (นายอานันท์ ปันยารชุน) เป็นผู้สั่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขอรับเรื่องการแต่งตั้งโจทก์กลับคืนมา จากสำนักราชเลขาธิการ จึงรับฟังไม่ได้” จึงพิพากษาให้ยกฟ้อง
“ในวันพิพากษาหลังคำตัดสินประกาศออกมานั้น นายอานันท์ได้แสดงความโล่งใจในเรื่องที่สร้างความหนักใจให้กับครอบครัวมาหลายปี
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า “มีอะไรจะฝากถึงคุณประวิทย์ (ขัมภรัตน์) บ้างหรือเปล่า”
นายอานันท์ตอบว่า “ผมไม่รู้จักคุณประวิทย์ และคุณประวิทย์ก็แทบไม่รู้จักผม ผมหวังว่าข้อเท็จจริงที่เปิดเผยในระหว่างการสืบพยานโจทก์และจำเลยคงทำให้คุณประวิทย์เข้าใจผมดีขึ้น ผมเองก็เสียใจ ถ้าเผื่อสิ่งอะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้ทำ แล้วคุณประวิทย์คิดว่าผมทำ ผมหวังว่าสิ่งนั้นคงกระจ่างขึ้น”
“แล้วจะฟ้องกลับหรือไม่ ที่ต้องตกเป็นจำเลย เสียชื่อเสียง ตกเป็นข่าว เป็นเวลานานถึง 4 ปี” ผู้สื่อข่าวซัก
“ผมไม่เชื่อในเรื่องพวกนั้น ผมเองยังอยากจะเชื่อมั่นว่า คุณประวิทย์ก็ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ” นายอานันท์ตอบคำถามสื่อมวลชนด้วยท่าทีปราศจากความขุ่นเคืองใดๆ
ท่าทีเช่นนี้ ชวนให้นึกถึงคำพูดของ E . H . CHAPIN ที่บอกว่า
Never does the human soul appear strong and noble as when it forgoes revenge and dares to forgive an injury.
“ไม่เคยมีครั้งใดที่จิตใจของคนจะดูเข้มแข็งและสูงส่งเท่าขณะที่เขาไม่ผูกพยาบาทและกล้าให้อภัยเมื่อถูกล่วงเกิน”
(จากหนังสือ “อานันท์ ปันยารชุน ชีวิต ความคิด และการงานของอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย” สนพ.อมรินทร์ ตุลาคม 2541)

ในช่วงที่คดียังดำเนินอยู่ในศาล มีความเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางได้เกาะกลุ่มกันตั้ง กลุ่มเพื่อนอานันท์ (Friends of Anand) เป็นการให้กำลังใจคนที่ทำความดีเพื่อบ้านเมือง มีผู้คนลงชื่อขอร่วมกลุ่มมากกว่า 20,000 คน
เมื่อ 2 เมษายน 2536 มีการจัดงาน “ดอกไม้ให้คุณ Flower for Anand” ณ โรงแรม อิมพีเรียล ถ.วิทยุ มีผู้คนกว่า 200 คน มามอบดอกไม้ให้นายอานันท์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินดังวาดภาพมามอบให้ หงา คาราวาน ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต เล่นกีตาร์และร้องเพลง “ดอกไม้ให้คุณ”
ในที่นี้ วิสา คัญทัพ กวีและศิลปินเพลงเพื่อชีวิต ได้บรรจงเขียนกวี ใส่กรอบอย่างสวยงามมอบให้ เขาขึ้นเวทีและอ่านกวี “อานันท์ ปันยารชุน คนกวาดเมฆ” ว่า
ท้องฟ้า มีเมฆครึ้ม คลุมอึมครึม ไม่คลี่คลาย
มืดมน ในเมามาย มองไม่เห็น ความเป็นจริง
คราหนึ่ง มีมนต์เสก คนกวาดเมฆ มือระวิง
จึงได้ แอบไออิง ผิงแดดจ้า ชมฟ้างาม
แต่แล้ว พอรนร้อน กลับขอดค่อน มาคุกคาม
ติว่า ท้องฟ้าทราม เพราะว่าแสง แจ้งเกินไป
ยามนี้ คนกวาดเมฆ ดูวิเวก วังเวงใจ
ยืนนิ่ง อยู่โดยนัย ความใฝ่ฝัน อันมั่นคง
เมื่อดี ว่าไม่ดี ตรงก็ชี้ ว่าไม่ตรง
เมื่อขึ้น กลายเป็นลง ถูกเป็นผิด กลับทิศทาง
ใครแท้ คงต้องท้อ คงต้องพอ คงต้องวาง
แชเชือน โดยเลือนลาง รุกไล่ล่า ฆ่าความดี
ความดี ไม่มีหาย ไม่มีตาย แม้ฆ่าตี
มากล้วน มวลคนมี มาให้หวัง กำลังใจ
เมื่อร้อย ดีแปดสิบ ยังให้หยิบ โยนทิ้งไป
ต่อนี้ จะมีใคร มากอบกู้ กล้าชูธรรม
อวยพร คนกวาดเมฆ ขลังดังเสก ทุกถ้อยคำ
อานิสงส์ จงน้อมนำ พระคุ้มครอง ปกป้องเทอญ
(หนังสือ The Fearless Anand : A Life of Courage, Character and Conviction by Vitthaya Vejjajiva
หน้า 343, 344,345)
บนเวทีแนะนำหนังสือ “The Fearless Anand” เมื่อ 9 มิย. 69 นายอานันท์ พูดว่า
“สำหรับผม ความกล้าหาญคือความสามารถที่จะไม่รู้สึกหวั่นไหว หรือถูกคุกคามจากใคร หรือสิ่งใดในชีวิต หากเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว ในชั่วชีวิตหนึ่ง คนเราต้องพยายามทำให้ดีที่สุด และเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความยากลำบากและความล้มเหลวที่ไม่คาดคิดเสมอ”
ย้อนกลับไปที่งาน “ดอกไม้ให้คุณ” 2 เมย. 2536 นายอานันท์ ได้พูดอย่างจับใจทุกคนว่า
“ในชีวิตของผมนั้น ปัญหาได้เกิดขึ้นตลอดมา และส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่คนอื่นสร้างให้ผม (ปรบมือ...) บางทีก็นึกน้อยใจเหมือนกัน นึกน้อยใจในวิถีชีวิตของตัวเองที่ว่าเราเองนั้นไม่เคยคิดว่าใครเป็นศัตรู ไม่เคยคิดเกลียดใคร โกรธใคร อาฆาตพยาบาทใคร การกระทำต่างๆ ในชีวิตของผมไม่ว่าจะอยู่ในราชการประจำ หรืออยู่ในภาคธุรกิจ หรืออยู่ในภาคการเมืองนั้น ผมขอยืนยันว่าเป็นการกระทำด้วยความบริสุทธิ์ จิตใจบริสุทธิ์ นึกถึงอย่างเดียวนึกถึงผลประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนใหญ่ นึกถึงประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่อยากจะให้กระทบกระเทือนจิตใจใครทั้งสิ้น ไม่อยากเห็นความแตกแยกในสังคมไทย ไม่อยากเห็นการประหัตประหาร ไม่อยากเห็นความไม่สงบเรียบร้อย
แต่ในขณะเดียวกันหลักการต้องยึดไว้ คุณธรรมต้องยึดถือไว้ จริยธรรมต้องยึดถือไว้ และถ้าเผื่อผมจะตายด้วยความยึดถือในเรื่องศีลธรรมในเรื่องของคุณธรรม และในเรื่องของจริยธรรม ก็ให้มันรู้ไป (ปรบมือ...)” ............
ผมมีความเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จิตใจผมไม่หวั่นไหว แต่ถ้าเผื่อมองในแง่ของครอบครัวแล้ว มันไม่ค่อยยุติธรรมกับภรรยาของผม (ปรบมือ...) กับลูกผม (ปรบมือ...)
ผมเชื่อมั่นครับ ข้อเท็จจริงจะปรากฏออกมา
ผมเชื่อมั่นครับ ว่าข้อเท็จจริงจะหักล้างไม่ได้
ผมเชื่อมั่นครับ ว่าสังคมไทยนั้น ทอดทิ้งความยุติธรรมไม่ได้
(ปรบมือ...)”
ใช่หรือไม่ว่า เหตุเภทภัยทั้งหลาย ไม่ว่าจะดีร้ายประการใด คนกวาดเมฆ ต้อนรับความเป็นจริงที่ตรงหน้าด้วยหัวใจอันสงบงาม จะสรรเสริญ หรือนินทา หัวใจของคนกวาดเมฆไม่ไหวตาม ยังคงทำหน้าที่อย่างหาญกล้า มั่นคง ด้วยความศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้อง ดีงามตลอดมา ตั้งแต่อดีตจนบัดนี้ที่มีอายุ 94 ปีแล้ว.





