ป.ป.ช.ชี้มูล 'ภูชิสส์ ปิดดำ' อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่-เอกชนรวม 11 ราย หลังพบการนำ ส.ค.1 'คนละแปลง' ออกโฉนดกมลา เนื้อที่พุ่ง 122% ทำให้ราชการเสียหาย -ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายภูชิสส์ ปิดดำ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต กับพวก กรณีร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 และเลขที่ 14263 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เมื่อปี พ.ศ.2553 - 2554 โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
โดยนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 นางสาวจริน เอกา ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต โดยได้อ้างหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) เลขที่ 124 หมู่ที่ 2 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 7-2-00 ไร่ มีชื่อนายชง ยมมุดี เป็นผู้แจ้งการครอบครอง ระบุทิศเหนือ จดนานางหยี ยมมุดี ทิศใต้ จดสวนนายสวัสดิ์ เกื้อหนุน ทิศตะวันออก จดสวนนางลิ้ม ตั้งแสน และทิศตะวันตก จดสวนยางพารานางหยี ยมมุดี
ต่อมาปรากฏว่านายเวียง พรหมเดช นายช่างรังวัดชำนาญงาน ได้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงรอบแปลง ตามรายชื่อที่นางสาวจริน เอกานำมามอบให้มาระวังชี้แนวเขตและรับรองเขตที่ดิน แต่รายชื่อดังกล่าวไม่ได้เป็นทายาทหรือเป็นผู้ครอบครองต่อเนื่องมาจากนายชง ยมมุดี นางหยี ยมมุดี นายสวัสดิ์ เกื้อหนุน และนางลิ้ม ตั้งแสน เจ้าของที่ดินข้างเคียงทั้ง 4 ด้าน ตามที่ระบุใน ส.ค. 1 ข้างต้น และไม่ปรากฏว่านายเวียง พรหมเดช ได้สอบถามเรื่องราวดังกล่าวมาจากบุคคลใด
แต่กลับเสนอบันทึกว่าแต่ละด้านมีผู้ครอบครองไม่ตรงกับหลักฐานเดิม เพราะมีการซื้อสิทธิครอบครองต่อเนื่องและเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้รับหมายแล้ว แต่ไม่มานำชี้แนวเขต ทั้งที่เป็นความเท็จ และได้รังวัดคำนวณเนื้อที่และขึ้นรูปแผนที่ทางพิกัดฉากได้เนื้อที่ 16-2-60.3 ไร่ มากกว่าเดิม 9-0-60.3 ไร่ หรือ122.0 เปอร์เซ็นต์ และรับรองอีกว่าได้สอบสวนผู้ขอและข้างเคียงแล้ว ข้างเคียงเปลี่ยนแปลงการครอบครองต่อเนื่องจากหลักฐานเดิม ผู้ปกครองท้องที่ได้ร่วมตรวจสอบและลงนามเป็นพยานรับรองแล้วว่าเป็นที่สวนยางพารามิใช่เป็นที่หลวงหวงห้ามหรือที่สาธารณประโยชน์
ทั้งที่ ทราบดีว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่นางสาวจริน เอกา นำรายชื่อมามอบให้นั้น ไม่มีด้านใดตรงตามหลักฐานเดิมและไม่ได้มาระวังชี้แนวเขตและลงชื่อรับรองเขตที่ดินแต่อย่างใด ต่อมาคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดิน ประกอบด้วยนายจิรวัฒน์ นะมาตร์ ปลัดอำเภอผู้ประสานงานประจำตำบลกมลา นายพฤฒพงศ์ เพชรรัตน์ ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ นายสันติ สาริยา กำนันตำบลกมลา นายจรูญ ลิ่มสกุล เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอกะทู้ ได้รายงานผลการตรวจพิสูจน์ที่ดินว่า น่าเชื่อว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ผู้ขอนำรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน สภาพที่ดินเป็นที่ลาดเนิน ผู้ขอออกโฉนดที่ดินได้ทำประโยชน์ปลูกสวนยางพาราและปลูกผลไม้ตามสภาพท้องถิ่น ทำประโยชน์แล้วทั้งแปลง ที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขากมลาอยู่นอกเขตป่าไม้ถาวร หากเจ้าพนักงานที่ดินตรวจรับรองว่า สค.1 เลขที่ 124 หมู่ที่ 2 ตำบลกมลา เป็น สค.1 ที่ถูกต้องตรงแปลงที่ดินที่รังวัดออกโฉนดที่ดินในครั้งนี้ คณะกรรมการก็ไม่ขัดข้องที่จะออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ขอได้ ทั้งที่จะต้องตรวจสอบด้วยความรอบคอบ เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีสภาพพื้นที่เป็นเกาะ โดยเฉพาะที่ดินแปลงที่นางสาวจริน เอกา ยื่นคำขอและนำรังวัด ไม่มีด้านใดตรงตามหลักฐานเดิม จากนั้นนางสุมณฑา สัญญวงศ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน นายยศกฤต ชูศรี หัวหน้างานนิติกรรม 2 นายสมชาย ไชยศรี หัวหน้าฝ่ายทะเบียน ได้เสนอความเห็นว่า เห็นด้วยกับคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดิน
แต่เนื่องจากผลการรังวัดได้เนื้อที่มากกว่าหลักฐานเดิม 122 เปอร์เซ็นต์ จึงเห็นควรส่งเรื่องให้คณะกรรมการตรวจสอบกรณีออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย กรณีที่ได้เนื้อที่เกินจากหลักฐานที่ดินเดิมพิจารณา
ปรากฏว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยนายภูชิสส์ ปิดดำ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานกรรมการ นายสิทธิชัย พรหมชาติ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการที่ดิน นายสมชาย ไชยศรี หัวหน้าฝ่ายทะเบียนและนายพิเชษฐ สายชู หัวหน้าฝ่ายรังวัด เป็นกรรมการ ร่วมตรวจสอบแล้วเห็นว่า เนื้อที่ดินเพิ่มขึ้น เนื่องจากการคำนวณและการรังวัดต่างวิธีกัน ข้างเคียงแต่ละด้านระบุจดบุคคล ไม่ได้แจ้งจดที่ป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่าจึงอยู่ในเกณฑ์ออกโฉนดที่ดินได้
ประกอบกับทายาทผู้แจ้ง สค.1 และผู้ปกครองท้องที่ยืนยันว่า สค.1ตรงตำแหน่งจริง เห็นควรออกโฉนดที่ดินตามผลการรังวัดต่อไป จากนั้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2554 นายภูชิสส์ ปิดดำ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ได้ลงนามออกโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 14-1-94.5/10 ไร่ และโฉนดที่ดินเลขที่ 14263 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 1-1-19.6/10 ไร่ ให้กับนางสาวจริน เอกา ทั้งที่ที่ดินแปลงดังกล่าว ไม่มีด้านใดตรงตามหลักฐานเดิมตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) เลขที่ 124 หมู่ที่ 2 ตำบลกมลา โดยเฉพาะด้านทิศเหนือ ตาม สค.1 เลขที่ 124 ระบุจดนานางหยี ยมมุดี แต่ที่ดินแปลงที่นางสาวจริน เอกา นำรังวัด ทิศเหนือเป็นที่ควนเขาไม่มีสภาพเป็นที่นาแต่อย่างใด
จากการไต่สวนปรากฏว่าที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 124 หมู่ที่ 2 ตำบลกมลา นั้น ตั้งอยู่บริเวณตรงกันข้ามกับตลาดนัดกมลา แต่ตำแหน่งที่ดินที่นางสาวจริน เอกา ได้ยื่นคำขอและนำสำรวจรังวัดในครั้งนี้ เป็นที่ดินแปลงที่บิดาของนางสาวจริน เอกา เคยได้ยื่นคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (สปก.) ต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ตมาแล้ว โดยระบุเป็นที่ดินครอบครองมือเปล่าเป็นสวนยางพารา ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งมีการรังวัดปักหลักเขตที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว
แต่เนื่องจากมีถนนตัดผ่านกลาง จึงทำให้มีการแยกออกเป็น 2 แปลง เป็นระวาง/กลุ่มที่ 368 แปลงเลขที่ 4 และระวาง/กลุ่มที่ 368 แปลงเลขที่ 6 และข้างเคียงไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในแบบ สค. 1 เลขที่ 124 ดังกล่าว
อีกทั้งจากการตรวจสอบและสำรวจรังวัดพบว่า รูปแผนที่ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 14262 และเลขที่ 14263 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ตำแหน่งที่ดินทั้ง 2 แปลง ตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวจริง กรณีจึงเป็นการอาศัยหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (สค.1) ซึ่งเป็นหลักฐานสำหรับที่ดินแปลงอื่น มาขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 และเลขที่ 14263 โดยมิชอบ อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
1. การกระทำของนายภูชิสส์ ปิดดำ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 มาตรา123/1(ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
2. การกระทำของนายสิทธิชัย พรหมชาติ นายสมชาย ไชยศรี นายพิเชษฐ หรือพชร สายชู นายจิรวัฒน์ นะมาตร์ นายพฤฒพงศ์ หรือจิรายุ เพชรรัตน์ นายจรูญ ลิ่มสกุล นางสุมณฑา สัญญวงศ์ นายยศกฤต ชูศรี และนายเวียง พรหมเดช มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
3. การกระทำของนางสาวจริน เอกา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86
4. สำหรับนายสันติ สาริยา อดีตกำนันตำบลกมลา ปัจจุบันศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถไม่สามารถต่อสู้คดีได้ จึงให้งดการดำเนินคดีไว้ก่อน
ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2)และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้กรมที่ดินพิจารณาดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 และเลขที่ 14263 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุดผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด มีสิทธิ์ต่อสู้คดีชั้นศาลได้ตามกฏหมาย




