News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม! ฝ่ายค้าน–สว. ยื่นสอบ ป.ป.ช.ทั้งคณะ ตีตกคดี 'ศักดิ์สยาม'

ฉบับเต็ม! ฝ่ายค้าน–สว. ยื่นสอบ ป.ป.ช.ทั้งคณะ ตีตกคดี 'ศักดิ์สยาม'

5 มิ.ย. 2569 18:04
ผู้ชม 160 คน

"...หน้าที่ของประธานรัฐสภาในขั้นตอนนี้ ไม่ใช่การชี้ขาดว่า ป.ป.ช. มีความผิดหรือไม่ แต่เป็นการพิจารณาว่ามี “เหตุอันควรสงสัย” เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระหรือไม่ ซึ่งฝ่ายค้านเชื่อว่าพยานหลักฐานที่แนบมากับคำร้องมีน้ำหนักเพียงพอที่จะเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว..."

หมายเหตุ สำนักข่าว Next News : กรณีปรากฏข่าวว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) พรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภาบางส่วน และตัวแทน สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ขอให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อพิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายณัฐพงษ์ระบุว่า คำร้องดังกล่าวจัดทำขึ้นภายหลังรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานนานกว่า 1 เดือน โดยมีข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน การใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและแนววินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การดำเนินการที่ไม่โปร่งใสและปกปิดข้อมูล รวมถึงการละเว้นตรวจสอบความผิดในฐานะอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีผลประโยชน์ทับซ้อน

นายณัฐพงษ์ย้ำว่า หน้าที่ของประธานรัฐสภาในขั้นตอนนี้ ไม่ใช่การชี้ขาดว่า ป.ป.ช. มีความผิดหรือไม่ แต่เป็นการพิจารณาว่ามี “เหตุอันควรสงสัย” เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระหรือไม่ ซึ่งฝ่ายค้านเชื่อว่าพยานหลักฐานที่แนบมากับคำร้องมีน้ำหนักเพียงพอที่จะเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

'ณัฐพงษ์'นำทีมฝ่ายค้าน–สว. ยื่นสอบป.ป.ช.ทั้งคณะ ตีตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’

ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดคำร้อง สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภาบางส่วน และตัวแทน สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ขอให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อพิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ข้างต้น

.............................

เรื่องกล่าวหาว่า กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กระทำการตามมาตรา 234 (1) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เรียน ประธานรัฐสภา

ข้าพเจ้าสมาชิกรัฐสภารายนามปรากฏตามที่ได้เข้าชื่อท้ายหนังสือนี้ ขอใช้สิทธิเข้าชื่อกล่าวหาประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (“ประธานกรรมการ ป.ป.ช.”) และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (“กรรมการ ป.ป.ช.”) ต่อประธานรัฐสภา ด้วยมีเหตุอันควรสงสัยว่า ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย โดยมีพยานหลักฐานข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันสมควรให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามนัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 236 ประกอบมาตรา 234 วรรคหนึ่ง (1) โดยมีรายละเอียดการกล่าวหาประธานกรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. ดังต่อไปนี้

@ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. ที่ดำรงตำแหน่งในขณะเกิดเหตุ

ข้อ 1. ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. ที่ดำรงตำแหน่งในขณะเกิดเหตุตามคำร้องฉบับนี้ ได้แก่

(1) นายณรงค์ รัฐอมฤต ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 - 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565) ผู้ถูกร้องที่ 1

(2) พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (30 ธันวาคม พ.ศ. 2558 – 9 กันยายน พ.ศ. 2567) ผู้ถูกร้องที่ 2

(3) พลเอก บุณยวัจน์ เครือหงส์ ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (30 ธันวาคม พ.ศ. 2558 - 15 มีนาคม พ.ศ. 2566) ผู้ถูกร้องที่ 3

(4) นายวิทยา อาคมพิทักษ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (30 ธันวาคม พ.ศ. 2558 - 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568) ผู้ถูกร้องที่ 4

(5) นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (30 ธันวาคม พ.ศ. 2558 - 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568) ผู้ถูกร้องที่ 5

(6) นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (3 มกราคม พ.ศ. 2567 - ปัจจุบัน) ผู้ถูกร้องที่ 6

(7) นายกองเอกแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (22 มีนาคม พ.ศ. 2567 - ปัจจุบัน) ผู้ถูกร้องที่ 7

(8) ศาสตราจารย์พิเศษภัทรศักดิ์ วรรณแสง ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (6 มิถุนายน พ.ศ. 2567 - ปัจจุบัน) ผู้ถูกร้องที่ 8

(9) นายประภาศ คงเอียด ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (30 มกราคม พ.ศ. 2568 - ปัจจุบัน) ผู้ถูกร้องที่ 9

(10) นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 - ปัจจุบัน) ผู้ถูกร้องที่ 10

(11) นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (26 มิถุนายน พ.ศ. 2568 - ปัจจุบัน) ผู้ถูกร้องที่ 11

(12) นายสุชาติ สุนทรีเกษม ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (17 มกราคม พ.ศ. 2569 - ปัจจุบัน) ผู้ถูกร้องที่ 12

(13) นายมนูภาน ยศธแสนย์ ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (17 มกราคม พ.ศ. 2569 - ปัจจุบัน) ผู้ถูกร้องที่ 13

ผู้ถูกร้องที่ 1, ผู้ถูกร้องที่ 3 ถึงผู้ถูกร้องที่ 9, ผู้ถูกร้องที่ 11 ถึงผู้ถูกร้องที่ 13 เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่นับแต่วันที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ได้ยื่นหนังสือเรื่อง ขอให้ตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีมูลน่าเชื่อว่าเป็นเท็จ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายหน้าจอเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา วันที่ 15 กันยายน 2565 หัวข้อข่าว “ยื่น ป.ป.ช.ฟัน'ศักดิ์สยาม' 3 เรื่อง! 'ทวี'แนะปมเขากระโดง ส่งศาลฎีกาสอบจริยธรรมทันที” และภาพถ่ายหน้าจอเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา วันที่ 17 กันยายน 2565 หัวข้อข่าว “คำร้องฉบับเต็ม! ฝ่ายค้านยื่น ป.ป.ช. สอบ 'ศักดิ์สยาม' ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ” เอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (1)

ผู้ถูกร้องที่ 2 และผู้ถูกร้องที่ 10 เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตำแหน่งประธานกรรมการ ป.ป.ช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่นับแต่วันที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ได้ยื่นหนังสือเรื่อง ขอให้ตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีมูลน่าเชื่อว่าเป็นเท็จ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (1)

ต่อไปตามหนังสือฉบับนี้ จะเรียกผู้ถูกร้องที่ 1 ถึงผู้ถูกร้องที่ 13 ว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช.”

ในการนี้ ขอให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 236 มาตรา 237 ประกอบมาตรา 49 และมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 เพื่อดำเนินการไต่สวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 6 ถึงผู้ถูกร้องที่ 13 ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน โดยมีผู้ถูกร้องที่ 10 เป็นประธานกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ถูกร้องที่ 1 ถึงผู้ถูกร้องที่ 5 ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นจากตำแหน่งแล้ว โดยมีผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นประธานกรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นจากตำแหน่งแล้ว ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 1 ถึงผู้ถูกร้องที่ 5 อยู่ใต้อำนาจไต่สวนของคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามนัยมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้คณะผู้ไต่สวนอิสระมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยอนุโลม ซึ่งตามมาตรา 59 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 กำหนดให้การกล่าวหาเจ้าพนักงานของรัฐ ให้กล่าวหาในขณะที่ผู้ถูกร้องเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ หรือพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐไม่เกินห้าปี แต่ไม่ตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยขึ้นไต่สวนได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ผู้ถูกร้องพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วแต่กรณี

ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ถึงผู้ถูกร้องที่ 5 เป็นกรรมการ ป.ป.ช. หรือเป็นประธานกรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่เป็นการพ้นจากตำแหน่งไม่เกิน 5 ปีนับจนถึงวันที่ข้าพเจ้าเข้าชื่อยื่นหนังสือฉบับนี้ต่อประธานรัฐสภา หรือไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ที่คณะผู้ไต่สวนอิสระจะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยขึ้นไต่สวนได้ แล้วแต่กรณี จึงเป็นกรณีที่บุคคลดังกล่าวอยู่ในข่ายที่จะดำเนินการกล่าวหาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 236 ประกอบมาตรา 234 (1)

@ข้อเท็จจริงทางคดี

ข้อ 2. ข้อเท็จจริง

2.1 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ได้ยื่นหนังสือเรื่อง ขอให้ตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีมูลน่าเชื่อว่าเป็นเท็จ ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2565 รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (1) ต่อประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า การแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อาจไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงส่อเจตนาปกปิดทรัพย์สินและมีพฤติกรรมน่าเชื่อว่าใช้อำนาจหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเอื้อประโยชน์ให้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น

เข้าทำสัญญากับกระทรวงคมนาคม โดยหนังสือร้องเรียนดังกล่าว ได้มีการแนบเอกสารหลักฐานประกอบคำร้อง เช่น สำเนาบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน สำเนาบัตรประชาชน งบการเงินของบริษัทและห้างหุ้นส่วน เอกสารการจดทะเบียนนิติบุคคล และหลักฐานการรับงานจากหน่วยงานรัฐ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (1)

2.2 ต่อมา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าชื่อกันยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้เสนอเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 170 (5) ประกอบมาตรา 187

มีสาระสำคัญโดยสังเขป กล่าวคือ การกล่าวหาว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีพฤติการณ์ปกปิดผลประโยชน์และใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับนิติบุคคลที่ตนเองมีส่วนได้เสีย อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์และฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมแนบหลักฐานประกอบเพื่อขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอเรื่องต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายหน้าจอเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 หัวข้อข่าว “ปย.ขัดกัน! ฝ่ายค้าน'ยื่น‘ชวน’ส่ง‘ศาล รธน.’วินิจฉัย‘ศักดิ์สยาม’สิ้นสภาพ‘รมต.-ส.ส.’หรือไม่” และภาพถ่ายหน้าจอเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 หัวข้อข่าว “คลี่12ปมส่อขายหุ้นให้นอมินี! เปิดคำร้องส่ง'ศาล รธน.'วินิจฉัย'ศักดิ์สยาม'พ้น ‘รมต.’หรือไม่” เอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (2) โดยมีสาระสำคัญทำนองเดียวกันกับหนังสือของนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล เรื่อง ขอให้ตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีมูลน่าเชื่อว่าเป็นเท็จ ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2565 เอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (1)

2.3 จากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรตามข้อ 2.2 ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้เป็นเรื่องพิจารณาที่ 8/2566 ระหว่าง ประธานรัฐสภา (ผู้ร้อง) กับ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ (ผู้ถูกร้อง) และต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีสาระสำคัญว่า

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และเป็นกรรมการในบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีความประสงค์ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงตกลงที่จะโอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ โดยนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ โอนเงินชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รวม 3 งวด รวมทั้งสิ้น 119,500,000 บาท และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แต่จากพยานหลักฐานบัญชีธนาคารของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ พบว่าเงินที่นำมาชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นมีแหล่งที่มาจากบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด ในขณะที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท และจากห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในขณะที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

แม้พยานจะชี้แจงพร้อมยื่นเอกสารหลักฐานประกอบว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่มาจากการที่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ให้กู้ยืมเงินและสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่คำชี้แจงและพยานหลักฐานดังกล่าวมีลักษณะไม่น่าเชื่อถือ เป็นเพียงการกล่าวอ้างเพื่อให้เจือสมกับพยานหลักฐานของสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ที่ปรากฏความสัมพันธ์ของเส้นทางการเงินระหว่างนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นอกจากนี้ แม้เงินที่นำมาชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นมิได้โอนมาจากบัญชีธนาคารของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยตรง แต่ก็มาจากบัญชีธนาคารของนิติบุคคลที่อยู่ในอำนาจของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประกอบกับมูลค่าทรัพย์สินและรายได้ของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ และครอบครัว มีจำนวนไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายตามที่กล่าวอ้าง รวมถึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่านายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ประกอบธุรกิจกับบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงไม่อาจรับฟังได้ว่านายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถเพียงพอในการชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เงินที่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ นำมาชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นเงินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

นอกจากนี้ จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าว ยังพบข้อพิจารณาหลายประการ ได้แก่ ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กับบ้านพักอาศัยของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันและอยู่ในที่ดินของบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด เอกสารใบวางบิลไม่น่าเชื่อถือ และปรากฏใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมันที่ระบุเลขทะเบียนรถยนต์ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในช่วงเวลาภายหลังที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โอนสิทธิเงินลงหุ้นแล้ว อีกทั้งนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ และห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ใด ๆ กับพรรคภูมิใจไทย แต่กลับบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้พรรคภูมิใจไทยในภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบโอนสิทธิเงินลงหุ้นแล้ว ซึ่งในขณะนั้นนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น จากข้อพิรุธประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับฟังได้ว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใด ๆ ในระหว่างที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 เอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (3)

2.4 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่สำเนาเอกสารข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2569 เรื่อง การดำเนินการต่อนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น (ต่อไปนี้เรียกว่า “สำเนาเอกสารข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2569”) แถลงข้อเท็จจริงและเหตุผลเกี่ยวกับการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 แล้วเห็นว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินไม่ปรากฏว่าผิดปกติ และมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่พิจารณาเห็นว่า พยานหลักฐานไม่มีมูลให้รับฟังว่า การกระทำของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงหรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด ส่วนคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น เป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น รายละเอียดปรากฏตามสำเนาเอกสารข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2569 เอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (4)

@ ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ-กฎหมาย

ข้อ 3. ผู้ร้องเห็นว่า กระบวนการไต่สวนและการมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ต่อไปนี้เรียกว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช.”) ในฐานะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

3.1 กระบวนการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

3.1.1 กระบวนการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดประเภทการตรวจสอบจำแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1 การตรวจสอบปกติ กล่าวคือ เป็นการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้แสดงไว้

ประเภทที่ 2 การตรวจสอบยืนยัน กล่าวคือ เป็นการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อยืนยันข้อมูลของทรัพย์สินและหนี้สินว่าถูกต้องและมีอยู่จริงตามรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้แสดงไว้ หรือยืนยันข้อมูลของทรัพย์สินและหนี้สินรายการใดรายการหนึ่งหรือหลายรายการที่มีพฤติการณ์ปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้แสดงไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วนหรือมีข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือมีลักษณะอย่างอื่นตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด

ประเภทที่ 3 การตรวจสอบเชิงลึก กล่าวคือ เป็นการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน เมื่อมีพฤติการณ์ปรากฏว่าผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ หรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น หรือมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินและหนี้สินรายการใดโดยไม่ชอบ หรือมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าจะมีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สิน หรือมีการถือครองทรัพย์สินแทน อันมีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือมีลักษณะอย่างอื่นตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด

ในการตรวจสอบรายการทรัพย์สินและหนี้สินของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว ในเบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายย่อมมีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบประเภท “การตรวจสอบปกติ” และเมื่อผู้ตรวจสอบดำเนินการตรวจสอบแล้ว เห็นว่ามีเหตุต้องตรวจสอบยืนยันหรือตรวจสอบเชิงลึก ก็ต้องดำเนินการต่อไปตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ. 2561

@ ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องตรวจสอบยืนยันหรือตรวจสอบเชิงลึก ตามเหตุอันสมควรแก่กรณี

3.1.2 ข้อเท็จจริงกรณีการตรวจสอบหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เป็นกรณีที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ได้ยื่นหนังสือร้องเรียน ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2565 ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยร้องเรียนว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอาจไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ส่อเจตนาปกปิดทรัพย์สินเกี่ยวกับหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กรณีจึงเห็นได้ว่า การตรวจสอบหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ของนายศักดิ์สยามชิดชอบ นั้น เป็นกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องตรวจสอบยืนยันหรือตรวจสอบเชิงลึก ตามเหตุอันสมควรแก่กรณี

ข้อเท็จจริงกรณีหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 โดยวินิจฉัยประเด็นสำคัญในคดีว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใด ๆ ในระหว่างที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยประเด็นข้อเท็จจริงเช่นว่านั้น โดยในกระบวนพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญนายศักดิ์สยามได้มีโอกาสต่อสู้โต้แย้งอย่างเต็มที่ ข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคดีดังกล่าว ย่อมมีน้ำหนักเพียงพอที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จักต้องนำมาใช้ประกอบการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยให้มีการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป กล่าวคือ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นถึงข้อพิรุธเกี่ยวกับพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สิน หรือมีการถือครองทรัพย์สินแทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นไปตามองค์ประกอบส่วนเหตุในการใช้อำนาจสั่งการให้มีการตรวจสอบเชิงลึก ตามข้อ 4 ประกอบข้อ 18 ของระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ. 2561

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ผู้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีหน้าที่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยให้มีการตรวจสอบเชิงลึก ในการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทั้ง 6 ครั้ง ได้แก่

(1) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562

(2) กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562

(3) กรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566

(4) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566

(5) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566

(6) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบโดยใช้วิธีการตรวจสอบประเภทการตรวจสอบปกติ และการตรวจสอบยืนยัน เท่านั้น ทั้งที่ข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น ได้แสดงให้เห็นถึงการกระทำและพฤติการณ์ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เกี่ยวกับการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สิน หรือมีการถือครองทรัพย์สินแทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อันเป็นองค์ประกอบส่วนเหตุในการใช้อำนาจสั่งการให้มีการตรวจสอบเชิงลึก ตามข้อ 4 ประกอบข้อ 18 ของระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ. 2561 โดยเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว อำนาจดุลพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมหายไปจนไม่อาจใช้ดุลพินิจวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมผูกพันที่จะต้องใช้อำนาจดุลพินิจวินิจฉัยให้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก เกี่ยวกับพฤติการณ์ การโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สิน หรือมีการถือครองทรัพย์สินแทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ใช้อำนาจสั่งการให้มีการตรวจสอบเชิงลึก อันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำชี้แจงของผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. ต่อที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 รายละเอียดปรากฏตามแฟลชไดรฟ์บันทึกคลิปวิดีทัศน์การประชุม ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 สิ่งที่ส่งมาด้วยหมายเลข (5) การกระทำดังกล่าวของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเป็นการใช้อำนาจสั่งการที่ไม่ชอบด้วยข้อ 4 ประกอบข้อ 18 ของระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ. 2561 และโดยที่การใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมต้องผูกพันตามระเบียบ หรือกฎเกณฑ์ที่ตนเองกำหนดขึ้น เมื่อกรณีปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบเพียงประเภทการตรวจสอบปกติ และการตรวจสอบยืนยันเท่านั้น จึงเป็นการใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ตามมาตรา 110 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ. 2561 ข้อ 4 และข้อ 18

@ ป.ป.ช. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

3.1.3 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในการมิได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งการตรวจสอบ

ในการวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องตั้งประเด็นวินิจฉัยก่อนว่า หุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ หรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า หุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ยังเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แม้คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจจะไม่วินิจฉัยในข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จำเป็นต้องตั้งประเด็นวินิจฉัยเบื้องต้นก่อนว่า หุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ หรือไม่ ตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว ดังนี้ เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัยแต่เพียงว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไม่ได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ โดยไม่ได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังเป็นเจ้าของหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น หรือไม่ ย่อมถือได้ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ละเลยไม่ตั้งประเด็นสำคัญแห่งคดีเพื่อวินิจฉัย อันเข้าข่ายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

@ มิได้แสวงหาข้อเท็จจริงตามหลักการรับฟังความจากทุกฝ่าย

3.1.4 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ละเลยต่อหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเนื่องจากการมิได้แสวงหาข้อเท็จจริงตามหลักการรับฟังความจากทุกฝ่าย

ตามที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงจากพยาน 25 ปาก ตามที่ปรากฏในสำเนาเอกสารข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2569 เอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (4) นั้น กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า พยานบุคคลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เรียกเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง (เกี่ยวกับกรณีการเข้าไปมีส่วนได้เสียในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน และใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ห้างดังกล่าว และนิติบุคคลที่เป็นพวกพ้องของตนได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อันเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ซึ่งในขณะนั้น มีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว) เป็นพยานที่รู้เห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริงหรือไม่ และมีการเรียกผู้ถูกร้องในคดีดังกล่าว (นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ) เข้ามาสอบสวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ด้วยเหตุที่พฤติการณ์เกี่ยวกับการเรียกพยานบุคคลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติในกระบวนการเรียกสอบพยานบุคคลตามมาตรฐานวิธีพิจารณาความทั่วไป กล่าวคือ เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบพฤติการณ์อันมิชอบด้วยกฎหมายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ตามหนังสือร้องเรียนของนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2565 รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย (1) แล้ว ตามมาตรฐานวิธีพิจารณาความทั่วไป องค์กรผู้ตรวจสอบ ซึ่งในกรณีนี้คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวน แสวงหาข้อเท็จจริง ตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงตามเรื่องร้องเรียนกรณีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้เรียกนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ซึ่งเป็นผู้ร้องเรียน เข้ามาเป็นพยานในกระบวนการตรวจสอบ แสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่อย่างใด และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากสำเนาเอกสารข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2569 ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนิติกรรมอำพรางและเส้นทางการเงินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ตามข้อเท็จจริงที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 จนสิ้นกระแสความหรือไม่ อย่างไร กรณีจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีพฤติการณ์จงใจไม่แสวงหาข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ทั้งที่ปรากฏมูลอันเพียงพอให้แสวงหาข้อเท็จจริงในเชิงลึกที่ปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ และเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้แสวงหาข้อเท็จจริงเชิงลึกในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้ข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาศัยเป็นฐานในการสั่งยุติเรื่องตรวจสอบกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นข้อเท็จจริงที่บกพร่องและไม่ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. สั่งยุติเรื่องตรวจสอบดังกล่าว โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่บกพร่องและไม่ครบถ้วน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นพฤติการณ์เข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 จึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

3.2 ในการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนกรณีบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังต่อไปนี้

@ ใช้ดุลพินิจผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง

3.2.1 การวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการใช้ดุลพินิจผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะการให้ลักษณะทางกฎหมายกับข้อเท็จจริงเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ในกระบวนพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้มีโอกาสต่อสู้โต้แย้งอย่างเต็มที่ ข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคดีดังกล่าว จึงย่อมมีน้ำหนักเพียงพอที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จักต้องนำมาใช้ประกอบการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยในการให้ลักษณะทางกฎหมายกับข้อเท็จจริง โดยในการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมต้องดำเนินการอย่างน้อยที่สุดคือการแสวงหาข้อเท็จจริงด้วยการย้อนสอบข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงสำคัญตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 1/2567 กล่าวคือ

ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวปรากฏว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และเป็นกรรมการในบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จํากัด นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีความประสงค์ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงตกลงที่จะโอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ โดยนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ โอนเงินชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รวม 3 งวด รวมทั้งสิ้น 119,500,000 บาท และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แต่จากพยานหลักฐานบัญชีธนาคารของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ พบว่าเงินที่นำมาชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นมีแหล่งที่มาจากบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จํากัด

ในขณะที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท และจากห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในขณะที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แม้พยานจะชี้แจงพร้อมยื่นเอกสารหลักฐานประกอบว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่มาจากการที่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ให้กู้ยืมเงินและสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่บริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จํากัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่คำชี้แจงและพยานหลักฐานดังกล่าวมีลักษณะไม่น่าเชื่อถือ เป็นเพียงการกล่าวอ้างเพื่อให้เจือสมกับพยานหลักฐานของสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ที่ปรากฏความสัมพันธ์ของเส้นทางการเงินระหว่างนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ บริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จํากัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

นอกจากนี้ แม้เงินที่นำมาชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นมิได้โอนมาจากบัญชีธนาคารของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยตรง แต่ก็มาจากบัญชีธนาคารของนิติบุคคลที่อยู่ในอำนาจของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประกอบกับมูลค่าทรัพย์สินและรายได้ของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ และครอบครัว มีจำนวนไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายตามที่กล่าวอ้าง รวมถึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่านายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ประกอบธุรกิจกับบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จํากัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงไม่อาจรับฟังได้ว่านายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถเพียงพอในการชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เงินที่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ นำมาชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นเงินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

นอกจากนี้ จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าว ยังพบข้อพิรุธหลายประการ ได้แก่ ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กับบ้านพักอาศัยของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันและอยู่ในที่ดินของบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จํากัด เอกสารใบวางบิลไม่น่าเชื่อถือ และปรากฏใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมันที่ระบุเลขทะเบียนรถยนต์ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในช่วงเวลาภายหลังที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โอนสิทธิเงินลงหุ้นแล้ว อีกทั้งนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ และห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ใด ๆ กับพรรคภูมิใจไทย แต่กลับบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้พรรคภูมิใจไทยในภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โอนสิทธิเงินลงหุ้นแล้ว ซึ่งในขณะนั้นนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

ดังนั้น จากข้อพิรุธประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับฟังได้ว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใด ๆ ในระหว่างที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187

อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงตามสำเนาเอกสารข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2569 ไม่ปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงย้อนสอบจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด หากแต่ในการพิจารณาเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับใช้ข้อเท็จจริงเพียงว่า

เมื่อนาย ศ. ซื้อสิทธิเงินลงหุ้นมาแล้ว ยังแสดงตนเป็นเจ้าของหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ยอมโอนคืนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทำให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรีจนกระทั่งประนีประนอมยอมความกัน ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าไปดำเนินการใด ๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย และได้มีการแจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 แล้ว เห็นว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินไม่ปรากฏว่าผิดปกติ จึงให้จัดทำผลการตรวจสอบแล้วเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 111

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินแต่อย่างใด รายละเอียดปรากฏตามสำเนาเอกสารข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2569 เอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (4)

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. นำมาใช้เป็นเหตุในการยกคำร้องและยุติการดำเนินคดีต่อนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยไม่ปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงย้อนสอบจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยไม่สอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนจนสิ้นกระแสความ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะการให้ลักษณะทางกฎหมายกับข้อเท็จจริงเมื่อเทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

3.2.2 การวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่อ้างว่า การตรวจสอบกรณีบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกับกรณีการตรวจสอบในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีและสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ้นสุดลงหรือไม่ นั้น เป็นการวินิจฉัยโดยบิดผันข้อกล่าวหา กล่าวคือ ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. อ้างว่า การวินิจฉัยของตน เป็นการพิจารณาว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกับกรณีการตรวจสอบในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญ แท้จริงแล้ว การวินิจฉัยในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญ หรือในชั้นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีข้างต้น ทั้งศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องวินิจฉัยประเด็นสำคัญร่วมกัน กล่าวคือ ประเด็นว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น หรือไม่ ซึ่งในการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัยเพียงว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าใจว่า ตนมิได้เป็นเจ้าของหุ้น จึงไม่มีเจตนาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ซึ่ง แท้จริงแล้ว ในกรณีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นเจ้าของหุ้นหรือไม่ เสียก่อน แต่เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยในประเด็นนี้ และเชื่อข้อเท็จจริงตามคำชี้แจงของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าใจว่าตนเองมิได้เป็นเจ้าของหุ้น ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยมาก่อนหน้านี้แล้วว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งหากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยในการวินิจฉัยประเด็นเบื้องต้นแห่งคดีดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็มีหน้าที่ต้องตั้งประเด็นวินิจฉัยเพื่อหักล้างการแสวงหาข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยตั้งประเด็นวินิจฉัยไว้ แต่จากสำเนาเอกสารข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2569 ก็ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทำเช่นนั้น จึงกล่าวได้ว่าการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการบิดผันการให้คุณลักษณะทางกฎหมายแก่ข้อเท็จจริง

3.3 เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัยให้ยุติเรื่อง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ แล้วคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังได้มีพฤติการณ์ปกปิดกระบวนการไต่สวนเรื่องดังกล่าว ด้วยข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้

@ การเพิกเฉยต่อการขอข้อมูลข่าวสาร

3.3.1 การเพิกเฉยต่อการขอข้อมูลข่าวสารของนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีพฤติการณ์ปกปิดกระบวนการไต่สวนจากการตรวจสอบของนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ซึ่งเป็นผู้ร้องเรียนกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ตามหนังสือร้องเรียน ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2565 เอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (1) กล่าวคือ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ได้ยื่นคำร้องต่อประธานกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง ขอใช้สิทธิเข้าตรวจดูและขอสำเนาข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการดำเนินการต่อนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ประกอบด้วย

(1) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในสำนวนเรื่องร้องเรียนคดีนี้

(2) บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ต่อเรื่องร้องเรียนคดีนี้

(3) คำชี้แจงของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ยื่นชี้แจงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดีนี้

(4) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องร้องเรียนคดีนี้

(5) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดีนี้

(6) คำวินิจฉัยหรือมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีแถลงอ้างถึงตามข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายหน้าจอเว็บไซต์สำนักข่าวไทยพีบีเอส วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 หัวข้อข่าว ““ปกรณ์วุฒิ” ยื่น “ป.ป.ช.” ขอใช้สิทธิตรวจสอบเอกสาร-สำนวนคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น” เอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข (6) ทั้งนี้ สำนักงานป.ป.ช. ได้รับหนังสือขอข้อมูลดังกล่าวของนายปกรณ์วุฒิฯ ไว้ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบลงรับของสำนักงาน ป.ป.ช. เลขรับที่ 16195 รับวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.50 นาฬิกา เอกสารที่ส่งมาด้วยหมายเลข

(7) กรณีดังกล่าวนี้ เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่นายปกรณ์วุฒิฯ ได้ยื่นคำร้องขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. จนถึงวันที่ผู้ร้องได้ยื่นหนังสือฉบับนี้ต่อประธานรัฐสภา บัดนี้ ได้ล่วงระยะเวลาเกินกว่า 15 วัน อันเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินสมควรแล้ว ตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/ว271 ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2547 เรื่อง รายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. 2540 และสำเนาหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0107/4106 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2547 เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข

(8) แต่ปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับเพิกเฉย ไม่ดำเนินการใด ๆ และไม่ชี้แจงข้อขัดข้องแต่อย่างใด กรณีจึงเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. จงใจละเลยต่อหน้าที่ ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการตามหนังสือขอใช้สิทธิเข้าตรวจดูและขอสำเนาข้อมูลข่าวสาร ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ของนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล อันเป็นกรณีที่เข้าข่ายจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ ตามที่มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กำหนดไว้ อันเป็นความผิดตามมาตรา 172 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

3.3.2 การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติกรณีการตรวจสอบข้อร้องเรียนประเด็นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 แล้ว เห็นว่า ผลการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ถูกต้องและมีอยู่จริง ไม่ปรากฏว่าผิดปกติ จึงให้จัดทำผลการตรวจสอบแล้วเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 111 และการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติกรณีการตรวจสอบข้อร้องเรียนประเด็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่า พยานหลักฐานไม่มีมูลให้รับฟังว่า การกระทำของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงหรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำชี้แจงของผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. ต่อที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 รายละเอียดปรากฏตามแฟลชไดรฟ์บันทึกคลิปวิดีทัศน์การประชุม ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 สิ่งที่ส่งมาด้วยหมายเลข (5) ซึ่งเป็นกรณีที่จะต้องเปิดเผยเหตุผลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ประกอบข้อ 87 ของระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ. 2561

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าระเบียบดังกล่าวจะมิได้กำหนดกรอบระยะเวลาบังคับให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนทราบเป็นการทั่วไปไว้ก็ตาม แต่การตีความระเบียบดังกล่าวต้องตีความอย่างเป็นเอกภาพ กล่าวคือ ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้สำนักงาน ป.ป.ช. แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว ซึ่งต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ ดังนี้ ในกรณีเดียวกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาสำนักงาน ป.ป.ช. ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวต่อประชาชนเป็นการทั่วไปได้ ภายใต้กรอบระยะเวลาเดียวกัน

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเรื่องการตรวจสอบข้อร้องเรียนประเด็นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 และกรณีการตรวจสอบข้อร้องเรียนประเด็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยเปิดเผยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 จึงเป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. ประวิงการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด โดยทอดระยะเวลาการเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปในระยะเวลาเกินสมควร กล่าวคือ ประมาณ 227 วัน และประมาณ 54–81 วัน ตามลำดับ อันเป็นกรณีเข้าข่ายจงใจละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ ตามที่มาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ประกอบข้อ 87 ของระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ อันเป็นความผิดตามมาตรา 172 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

3.4 อนึ่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ควรต้องดำเนินการไต่สวนในการกระทำความผิดข้อหาอื่นที่อาจจะปรากฏข้อเท็จจริงที่ได้จากกระบวนการไต่สวนว่า อาจมีการกระทำความผิดนอกเหนือจากที่ผู้ร้องได้แจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำการไต่สวนและดำเนินคดีหรือไม่ เช่น นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด อันเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 และอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามมาตรา 126 อันมีความรับผิดตามมาตรา 168 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561, ความผิดฐานมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา 113 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 แต่ก็มิได้ปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการกระทำการดังกล่าวแต่อย่างใด อันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 172 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

@ ชงประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ไต่สวนหาข้อเท็จจริงตามกระบวนการ-ขั้นตอน

จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังที่กล่าวข้างต้น จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จึงขอให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ไต่สวนหาข้อเท็จจริงตามกระบวนการและขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 และดำเนินการตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ต่อไป

อนึ่ง ในการตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานรัฐสภามีอำนาจในการตรวจสอบเบื้องต้นว่า การใช้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือไม่ โดยในการตรวจสอบว่าการกระทำของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าข่ายเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ ในกรณีดังกล่าวนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะผู้ไต่สวนอิสระ

ดังนั้น ในชั้นการพิจารณาหนังสือที่สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อเสนอเรื่องต่อประธานรัฐสภาฉบับนี้ ประธานรัฐสภาย่อมไม่จำต้องรับฟังพยานหลักฐานอย่างแจ้งชัด โดยปราศจากข้อสงสัยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้กระทำการดังกล่าวหรือไม่ ขอเพียงแต่มีเหตุอันควรสงสัยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้กระทำการเช่นนั้น ก็ต้องเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริงได้แล้ว ประธานรัฐสภาจึงพึงมีคำสั่งเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง โดยไม่สั่งยุติเรื่องตั้งแต่ในชั้นการใช้ดุลพินิจของตน

ในการดำเนินการเกี่ยวกับการรับรองพยานหลักฐาน การจัดส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติม การทำหนังสือชี้แจงเพิ่มเติม การให้ถ้อยคำ และการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเข้าชื่อกล่าวหาตามหนังสือฉบับนี้ ตลอดจนการแก้ไขข้อผิดหลงหรือบกพร่อง ข้าพเจ้ารายนามปรากฏตามที่ได้เข้าชื่อท้ายหนังสือนี้ ขอมอบหมายให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกรัฐสภา หรือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกรัฐสภา หรือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกรัฐสภา เป็นผู้แทนในการดำเนินการแทนข้าพเจ้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
ป.ป.ช.
ยื่นสอบ
คดีศักดิ์สยาม



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดภาพที่ตั้งโฉนด 42 ไร่สนามฟุตบอล‘เนวิน’-ลูกชาย‘อนุทิน’ร่วมหุ้นด้วย
เปิดภาพที่ตั้งโฉนด 42 ไร่สนามฟุตบอล‘เนวิน’-ลูกชาย‘อนุทิน’ร่วมหุ้นด้วย